น.ส.บี บอกว่า พี่ชายได้โทรมาขอยืมเงิน เพื่อเอาใช้เช่าหลักทรัพย์ 35,000 บาท ในการประกันตัวพี่สะใภ้ ตนก็ได้เอาสร้อยทองคำไปจำนำได้เงินมา 20,000 บาท ก่อนที่จะมาโรงพักแล้วมาเจอชายคนร้ายบอกว่าช่วยเหลือได้ให้ไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อมาเปลี่ยนเสื้อผ้ากับผู้ต้องหาพร้อมกับซองใส่เงินจำนวน 2 ซอง จะได้เอาเงินไปให้กับเจ้าหน้าที่ข้างในชายคนร้ายอ้างว่าช่วยได้ครั้งเดียวนะ ตนก็เอาเงินใส่ซอง โดยซองแรก 10,000 บาท จะเอาให้ผู้ใหญ่ ซองที่สอง 2,000 บาท ให้คนร้าย รวมเป็นเงิน 12,000 บาท พร้อมกับเสื้อผ้าที่ซื้อมามอบให้กับคนร้าย แล้วเขาบอกให้ตนไปรอที่บ้าน ส่วนพี่ชายไปรอรับผู้ต้องหาที่หน้าร้านสะดวกซื้อหลังเรือนจำ เมื่อได้เงินไปแล้วคนร้ายก็เดินไปทางหน้าห้องขังไม่นานคนร้ายก็ไปหาพี่ชายที่หน้าร้านสะดวกซื้อหลังเรือนจำ แล้วได้เอาโทรศัพท์ของพี่ชายมาลบเบอร์โทรของคนร้ายออกจากเครื่องพี่ชาย เพราะก่อนหน้านี้คนร้ายบอกว่าจะให้พี่ชายติดต่องานให้ จึงได้ให้เบอร์โทรศัพท์เอาไว้
พอหลังจากพวกตนรอจนมืดค่ำแล้วก็ไม่เห็นพี่สะใภ้กลับบ้าน ตนจึงโทรหาคนร้าย แต่ปรากฏว่าคนร้ายอ้ำอึ้งบอกว่าวันพรุ่งนี้ถึงคุยกันแล้วก็ปิดเครื่องโทรศัพท์ไปไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้มั่นใจว่าโดนหลอกแน่นอน จึงได้มาโรงพักไปหาชุดจับกุมพี่สะใภ้ เพื่อสอบถามว่าผู้ชายที่อ้างตัวว่าสามารถช่วยประกันผู้ต้องหาได้เป็นตำรวจหรือไม่ ซึ่งชุดจับกุมแนะนำให้ตนไปหา พ.ต.อ.อารี สินธุรา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี จึงเปิดกล้องวงจรปิดบริเวณโรงพักให้ตนดู และพบคนร้ายไม่ใช่ตำรวจ จึงได้แจ้งความดำเนินคดีชายคนร้ายดังกล่าว
น.ส.บี บอกต่อว่า “ตนเสียความรู้สึกมาก เขามาหากินบนความทุกข์ของคนอื่น ตนเดือดร้อนอยู่แล้วยังมาทำแบบนี้เงินกว่าจะหาได้แต่ละบาท อยากให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้ เพราะทำอุกอาจแล้วมาหากินในสถานีตำรวจมันโหดร้ายเกินไปกับประชาชนอย่างเรา”
พ.ต.ต.บรรจง พาโคตร สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ได้ทำการสอบปากคำ และให้ดูกล้องวงจรปิดวันเกิดเหตุที่ศูนย์ สมาร์ทเซฟตี้โซน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
โดย - เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์