เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : พิธีศพ “คาเมเนอี” ตอกย้ำ “ระบอบเก่าอิหร่าน” ยังอยู่ดี?

05 ก.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : พิธีศพ “คาเมเนอี” ตอกย้ำ “ระบอบเก่าอิหร่าน” ยังอยู่ดี?

เชื่อหรือไม่ว่าสงครามอิหร่านผ่านมานานกว่า 4 เดือนแล้ว แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงของการเจรจาทางเทคนิคในกรอบ 60 วันหลังการลงนาม MOU แต่เราก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าสงครามจบลงแล้วจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสุดท้าย ท่ามกลางหลายปัจจัยที่เสี่ยงทำให้ดีลล่ม ตั้งแต่เรื่องการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โครงการนิวเคลียร์ ไปจนถึงการที่อิสราเอลยังคงจ้องจะลอบสังหารผู้แทนคณะเจรจาของอิหร่าน จนสหรัฐฯ ต้องออกโรงเตือน

เมื่อวานนี้ 4 กรกฎาคมเป็นวันที่บรรยากาศในสหรัฐฯ และอิหร่านต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ชาวอเมริกันทั้งประเทศต่างออกมาเฉลิมฉลองวันชาติซึ่งปีนี้ครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพ ชาวอิหร่านทั่วประเทศกลับแต่งกายด้วยชุดสีดำพร้อมถือธงสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการล้างแค้น พร้อมตะโกนสาปแช่งอเมริกาพวกเขาออกมาร่วมไว้อาลัยในพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านซึ่งถูกสังหารเมื่อวันแรกของสงคราม 28 กุมภาพันธ์ แต่พิธีศพถูกเลื่อนออกไปก่อนเพื่อรอให้สถานการณ์สงบลงจนกระทั่งวันนี้

 

🔵[ฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน]

 

คาดการณ์กันว่าตลอดพิธีศพที่จัดขึ้นนาน 7 วัน จะมีประชาชนมาเข้าร่วมมากถึง 15-20 ล้านคน เริ่มจากกรุงเตหะรานช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนจะเคลื่อนขบวนศพไปยังเมืองกุมอันเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ส่วนพิธีฝังศพจะมีขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคมที่เมืองมัชฮัด นอกจากนี้ที่ประเทศอิรักซึ่งมีผู้นับถือนิกายชีอะห์กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรก็จะจัดพิธีเช่นกัน

 

บรรยากาศทั่วกรุงเตหะรานได้มีการปิดแผ่นป้ายขนาดใหญ่เป็นรูปของทั้งอยาตอลเลาะห์อาลีและ “โมจตาบา คาเมเนอี” ลูกชายผู้ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ ขณะเดียวกันศพของลูกสาว ลูกเขยหลานสาว และภรรยาและลูกชายของโมจตาบาซึ่งถูกสังหารในเหตุการณ์เดียวกันก็ถูกเคลื่อนไปพร้อมกันด้วย

งานนี้อิหร่านได้เตรียมพร้อมรับรองผู้เข้าร่วมงานอย่างเต็มที่ เช่น โรงแรมต่างๆ มีการเสนอส่วนลด 50% โรงเรียน มัสยิด และสนามกีฬาถูกเตรียมเป็นที่พัก ส่วนรถโดยสารและรถไฟก็ถูกเปลี่ยนเส้นทางเพื่อรองรับงานนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการนำรถฉีดพ่นน้ำใส่ถนนเพื่อลดอุณหภูมิที่ร้อนจัดกว่า 35 องศาเซลเซียสด้วย ขณะที่การรักษาความปลอดภัยก็เป็นไปอย่างเข้มงวด มีการควบคุมน่านฟ้าทั้งกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญ โดยอิหร่านได้ขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการรุนแรงหากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลกลับมาโจมตีในช่วงพิธีการอันสำคัญนี้

 

🔵[ตอกย้ำ “พันธมิตร” ยังเหนียวแน่น]

 

นอกจากประชาชนชาวอิหร่านแล้ว บรรดาผู้แทนจากหลายประเทศก็เดินทางมาเข้าร่วมพิธีนี้ด้วย เช่น รัสเซีย จีน ปากีสถาน และพันธมิตรในอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะวาลิด อัล-คูไรจี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เพราะนี่ถือเป็นการแสดงท่าทีที่สำคัญทางการทูต ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนักในช่วงสงครามเนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตี นอกจากนี้ตัวแทนรัฐบาลไทยและนิกายชีอะห์ในไทยก็ได้รับเชิญเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตามสปอตไลท์ต่างส่องไปที่ “ดมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตประธานาธิบดีรัสเซียซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ได้เดินทางมาในฐานะทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยเขาได้เข้าพบทั้งประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน และรัฐมนตรีต่างประเทศอับบาส อารักชี ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัสเซียกับอิหร่านยังคงเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นถึงขั้นที่ปูตินส่งคนสนิทมาร่วมงาน

 

🔵[“โมจตาบา” มาไหม?]

 

อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตาก็คือ โมจตาบา คาเมเนอีจะเดินทางมาปรากฎตัวภายในงานของผู้เป็นบิดาด้วยตนเอง หรืออย่างน้อยจะปรากฎกายในรูปแบบของคลิปวีดีโอหรือแม้กระทั่งคลิปเสียงหรือไม่

นับตั้งแต่ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่านตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม โมจตาบายังไม่เคยปรากฎกายในรูปแบบใดใดทั้งสิ้น มีเพียงแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรออกมาฉบับแล้วฉบับเล่าเท่านั้น แม้กระทั่งในช่วงการเจรจา MOU กับสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ที่แม้โมจตาบาได้ใช้อำนาจตัดสินใจในประเด็นสำคัญ แต่การสื่อสารก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะต้องมีการถ่ายทอดข้อความส่งต่อกันเป็นลำดับ ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของเขาที่มีตั้งแต่เสียโฉมไปจนถึงต้องตัดขา

 

🔵[ประชามติหลังสงคราม]

 

ในด้านหนึ่งพิธีศพของคาเมเนอีย่อมเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่ชนชั้นปกครองอิหร่านต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติที่สุด แต่ในอีกด้านหนึ่งอิหร่านย่อมต้องการใช้โอกาสนี้แสดงให้ทั้งโลกเห็นว่านี่คือ “ประชามติ” ว่าชาวอิหร่านยังคงมีเอกภาพและจงรักภักดีต่อ“ระบอบเดิม” โดยยังคงความแข็งแกร่งจนสามารถรอดพ้นภัยคุกคามของสหรัฐฯ และอิสราเอลมาได้

 

แต่อย่าลืมว่าช่วงปีใหม่ ก่อนเกิดสงครามไม่กี่เดือน ประชาชนชาวอิหร่านก็เคยลงถนนประท้วงการบริหารประเทศของระบอบเดียวกันนี้ จนตอนนั้นการปราบปรามอย่างเด็ดขาดได้นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ประท้วงหลายพันหรืออาจถึงหลักหมื่นราย งานนี้คงต้องรอวัดใจกันว่า สงครามที่เกิดขึ้นจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชนชาวอิหร่านกลับมาเหนียวแน่นขึ้น หรือจะกลับไปโกลาหลเหมือนเดิมอีกครั้งหลังสงครามจบลงอย่างถาวร

ข่าวล่าสุด