🔵[ข้อตกลงต่างตอบแทนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และความเสี่ยง "Twin Influx" ของเกษตรกรไทย]
เพื่อแลกกับการที่สินค้าไทยบางรายการยังคงส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้โดยไม่โดนภาษีลงทัณฑ์ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเปิดประตูรับสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐฯ เข้ามาในประเทศในปริมาณที่มากกว่าเดิม
สิ่งนี้กำลังทำให้ภาคเกษตรกรรมของไทยเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตที่เรียกว่า "Twin Influx" หรือ วิกฤตสินค้าทะลักสองทาง
1. ทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก: สินค้าเกษตรราคาถูกและได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ (เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) กำลังหลั่งไหลเข้ามาตีตลาดไทย
2. ทางเหนือ: สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรมราคาถูกจากจีนที่ยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อระบายสินค้าจากภาวะ Overcapacity
ลองจินตนาการถึงคนทำงานในวันนี้ หลายคนเริ่มผันตัวกลับบ้านต่างจังหวัดไปทำเกษตรอัจฉริยะ หรือสืบทอดธุรกิจครอบครัว แต่กลับต้องมาเจอกับกำแพงราคาที่ไม่มีทางสู้ได้จากทั้งฝั่งอเมริกาและจีน แล้วความหวังที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิตช่วงกลางคนจะริบหรี่ลงไปแค่ไหน?
เมื่อเศรษฐกิจปากท้องโดนบีบอัด แล้วในมิติความมั่นคงระดับชาติล่ะ? ยุทธศาสตร์กลาโหมใหม่ของสหรัฐฯ กำลังบอกอะไรกับอธิปไตยของไทย?
🔵[ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ เมื่อ "พี่ใหญ่" บอกให้เราหัดยืนด้วยขาตัวเอง]
หากหันมาดูในเอกสารยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับใหม่ของสหรัฐฯ (National Defense Strategy) เราจะพบคำสำคัญอย่าง "Integrated Deterrence" หรือการป้องปรามแบบบูรณาการ ซึ่งหากแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือ สหรัฐฯ คาดหวังให้ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย "พึ่งพาตนเองและเพิ่มงบประมาณกลาโหมของตัวเองมากขึ้น" แทนที่จะรอพึ่งพาร่มเงาความมั่นคงจากเพนตากอนเพียงอย่างเดียว
ในด้านบวก เราได้เห็นความร่วมมือที่น่าชื่นชม เช่น การที่ไทยและสหรัฐฯ จับมือกันกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน และการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่ "Tier 1" ในรายงาน TIP Report
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณให้ไทยต้องแบกรับภาระความมั่นคงเองท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ย่อมหมายถึงการที่งบประมาณแผ่นดินของไทยอาจต้องถูกจัดสรรไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และการป้องกันประเทศ แทนที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา หรือดูแลระบบสวัสดิการของสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว
🔵[มองไปข้างหน้า: มิตรภาพศตวรรษที่ 3 ที่ตั้งอยู่บน "ความเป็นจริง"]
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความผูกพันระหว่างไทยและสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ในโลกปี 2026 ที่ความตกลงพหุภาคีแบบเดิมกำลังเสื่อมคลาย และถูกแทนที่ด้วยลัทธิทวิภาคีที่เน้นผลประโยชน์ระยะสั้น การทูตไทยจะเดินหน้าอย่างไรไม่ให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ?
บางที วิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำเพียง 1.8% ในปีนี้ อาจเป็น "สัญญาณเตือนภัย" ที่ดีที่สุดที่บอกให้ประเทศไทยหยุดพึ่งพาพอร์ตการส่งออกไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งแบบเดิมๆ และหันมาสร้างความเข้มแข็งจากภายในด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมของคนไทยเอง ปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน และกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใหม่ๆ
สุดท้ายนี้ มิตรภาพ 250 ปีของสหรัฐฯ อาจเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เฉลิมฉลอง แต่หน้าที่ของคนไทยในวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักของชาติอย่างพวกเรา คือการมองผ่านม่านหมอกแห่งการเฉลิมฉลองนั้นให้ออก เพื่อร่วมกันคิดและผลักดันนโยบายสาธารณะที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยอย่างแท้จริง