เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: เบื้องหลัง “Freedom 250” กับ ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ปี 2026 มิตรภาพเกือบสองศตวรรษ หรือแค่ “ดีลธุรกิจ” ที่ไทยต้องจ่ายราคาแพง?

04 ก.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ARTICLE: เบื้องหลัง “Freedom 250” กับ ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ปี 2026 มิตรภาพเกือบสองศตวรรษ หรือแค่ “ดีลธุรกิจ” ที่ไทยต้องจ่ายราคาแพง?

ภายใต้เสียงดนตรีและสีสันของงาน ‘American Fair’ ที่จัดขึ้นทั่วประเทศไทยเพื่อร่วมฉลอง 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ คุณเคยตั้งคำถามไหมว่า... ทำไมในยามที่ ‘มิตรภาพสองฝั่งมหาสมุทร’ ดูชื่นมื่นที่สุด แต่ตัวเลขคาดการณ์ จีดีพีไทยปี 2569 กลับถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1.8%? และอะไรคือความจริงที่ซ่อนอยู่หลังข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนที่อาจทำให้เกษตรกรไทยต้องปาดน้ำตา?

ทุกวันนี้ หากเราเดินไปตามห้างสรรพสินค้าหรือย่านธุรกิจกลางเมือง เราคงจะได้เห็นบรรยากาศงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแคมเปญ "Freedom 250" ที่สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนานนับตั้งแต่สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ พ.ศ. 2376 (Treaty of Amity and Commerce 1833) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

 

แต่หากเราขยับสายตาออกจากป้ายไฟระยิบระยับในงานฉลอง แล้วหันมามองที่ตัวเลขในหน้ากระดาษรายงานเศรษฐกิจของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Economic Outlook 2026) เราจะพบความจริงอันน่าใจหายว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างหนัก โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี

 

คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องกล้าถามตรงๆ ในวันนี้คือ ภายใต้คำว่า "Great and Good Friends" หรือ "มิตรแท้ผู้ประเสริฐและดีงาม" สหรัฐฯ ยังคงเป็นเพื่อนที่พร้อมพยุงเราในยามยาก หรือแท้จริงแล้วพวกเขากำลังเปลี่ยนบทบาทเป็น "พ่อค้าผู้เข้มงวด" ที่ขับเคลื่อนนโยบายด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลักกันแน่?

🔵[ฉากหน้ามหกรรมแห่งมิตรภาพ Freedom 250 แต่ฉากหลังคือเงาของภาษี 19%]

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่เดินทางมายาวนานเกือบ 2 ศตวรรษ กำลังถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงด้วยลัทธิปกป้องทางการค้าแบบใหม่ของสหรัฐฯ นโยบาย "Reciprocal Tariff" หรือมาตรการเก็บภาษีนำเข้าต่างตอบแทนในอัตราที่อาจสูงถึง 19% กำลังกลายเป็นฝันร้ายครั้งใหม่ของภาคการส่งออกไทย

 

ต้องยอมรับว่าในโลกการค้ายุคนี้ ไม่มีคำว่ามิตรภาพฟรีๆ ทุกอย่างคือ 'Commonsense' หรือสามัญสำนึกทางธุรกิจ สหรัฐฯ ยุคใหม่ไม่ได้มองว่าเราเป็นมิตรเก่าแก่ที่ต้องดูแลอีกต่อไป แต่มองว่าเราเป็นคู่ค้าที่พวกเขาต้องได้ดุลการค้ากลับคืนมา

 

การที่ไทยพยายามหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีมหาโหดนี้ นำมาซึ่งการลงนามใน "แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน" เมื่อไม่นานมานี้ แม้ฉากหน้าจะถูกระบุว่าทำเพื่อ "รักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ" แต่เบื้องลึกเบื้องหลังกลับแลกมาด้วยเงื่อนไขที่ไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

แต่นั่นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น... คำถามที่น่ากังวลกว่าคือ เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการคนตัวเล็กๆ ในสังคมไทย จะต้องเผชิญกับอะไรบ้างจากดีลต่างตอบแทนครั้งนี้?

🔵[ข้อตกลงต่างตอบแทนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และความเสี่ยง "Twin Influx" ของเกษตรกรไทย]

เพื่อแลกกับการที่สินค้าไทยบางรายการยังคงส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้โดยไม่โดนภาษีลงทัณฑ์ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเปิดประตูรับสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐฯ เข้ามาในประเทศในปริมาณที่มากกว่าเดิม

 

สิ่งนี้กำลังทำให้ภาคเกษตรกรรมของไทยเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตที่เรียกว่า "Twin Influx" หรือ วิกฤตสินค้าทะลักสองทาง

 

1. ทางบกและทางทะเลฝั่งตะวันตก: สินค้าเกษตรราคาถูกและได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ (เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) กำลังหลั่งไหลเข้ามาตีตลาดไทย

 

2. ทางเหนือ: สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรมราคาถูกจากจีนที่ยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อระบายสินค้าจากภาวะ Overcapacity

 

ลองจินตนาการถึงคนทำงานในวันนี้ หลายคนเริ่มผันตัวกลับบ้านต่างจังหวัดไปทำเกษตรอัจฉริยะ หรือสืบทอดธุรกิจครอบครัว แต่กลับต้องมาเจอกับกำแพงราคาที่ไม่มีทางสู้ได้จากทั้งฝั่งอเมริกาและจีน แล้วความหวังที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิตช่วงกลางคนจะริบหรี่ลงไปแค่ไหน?

 

เมื่อเศรษฐกิจปากท้องโดนบีบอัด แล้วในมิติความมั่นคงระดับชาติล่ะ? ยุทธศาสตร์กลาโหมใหม่ของสหรัฐฯ กำลังบอกอะไรกับอธิปไตยของไทย?

 

🔵[ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ เมื่อ "พี่ใหญ่" บอกให้เราหัดยืนด้วยขาตัวเอง]

หากหันมาดูในเอกสารยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับใหม่ของสหรัฐฯ (National Defense Strategy) เราจะพบคำสำคัญอย่าง "Integrated Deterrence" หรือการป้องปรามแบบบูรณาการ ซึ่งหากแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายก็คือ สหรัฐฯ คาดหวังให้ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย "พึ่งพาตนเองและเพิ่มงบประมาณกลาโหมของตัวเองมากขึ้น" แทนที่จะรอพึ่งพาร่มเงาความมั่นคงจากเพนตากอนเพียงอย่างเดียว

 

ในด้านบวก เราได้เห็นความร่วมมือที่น่าชื่นชม เช่น การที่ไทยและสหรัฐฯ จับมือกันกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน และการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่ "Tier 1" ในรายงาน TIP Report

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณให้ไทยต้องแบกรับภาระความมั่นคงเองท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ย่อมหมายถึงการที่งบประมาณแผ่นดินของไทยอาจต้องถูกจัดสรรไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และการป้องกันประเทศ แทนที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา หรือดูแลระบบสวัสดิการของสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว

 

🔵[มองไปข้างหน้า: มิตรภาพศตวรรษที่ 3 ที่ตั้งอยู่บน "ความเป็นจริง"]

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความผูกพันระหว่างไทยและสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ในโลกปี 2026 ที่ความตกลงพหุภาคีแบบเดิมกำลังเสื่อมคลาย และถูกแทนที่ด้วยลัทธิทวิภาคีที่เน้นผลประโยชน์ระยะสั้น การทูตไทยจะเดินหน้าอย่างไรไม่ให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ?

 

บางที วิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำเพียง 1.8% ในปีนี้ อาจเป็น "สัญญาณเตือนภัย" ที่ดีที่สุดที่บอกให้ประเทศไทยหยุดพึ่งพาพอร์ตการส่งออกไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งแบบเดิมๆ และหันมาสร้างความเข้มแข็งจากภายในด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมของคนไทยเอง ปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน และกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใหม่ๆ

 

สุดท้ายนี้ มิตรภาพ 250 ปีของสหรัฐฯ อาจเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เฉลิมฉลอง แต่หน้าที่ของคนไทยในวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักของชาติอย่างพวกเรา คือการมองผ่านม่านหมอกแห่งการเฉลิมฉลองนั้นให้ออก เพื่อร่วมกันคิดและผลักดันนโยบายสาธารณะที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด