เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : เมื่อกฎหมายชารีอะห์ลามคุม TikTok: เปิดปมคู่รักอาเจะห์โดนเฆี่ยนกลางเมืองเพราะไลฟ์สดจูบกัน

03 ก.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : เมื่อกฎหมายชารีอะห์ลามคุม TikTok: เปิดปมคู่รักอาเจะห์โดนเฆี่ยนกลางเมืองเพราะไลฟ์สดจูบกัน

หญิงสาวชาวอินโดนีเซียกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานก่อนเป็นลมล้มพับกลางลานลงทัณฑ์ หลังถูกตัดสินโทษเฆี่ยนด้วยหวายอย่างทารุณภายใต้กฎหมายชารีอะห์ของจังหวัดอาเจะห์ ชนวนเหตุเพียงเพราะเธอและคนรักไลฟ์สด "จูบกัน" ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok

เขตปกครองตนเองพิเศษทางตอนเหนือสุดของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อขอบเขตของการควบคุมศีลธรรมได้ขยายตัวอย่างน่าหวาดหวั่นเข้าสู่โลกดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว

เคสล่าสุดนี้เกิดขึ้นกับคู่รักหนุ่มสาวที่ถูกตำรวจศาสนากล่าวหาว่ากระทำการอนาจารต่อหน้าสาธารณชนจากการถ่ายทอดสดบน TikTok ส่งผลให้ศาลตัดสินโทษเฆี่ยนด้วยหวายอย่างหนักหน่วงถึง 21 ครั้ง ภาพเหตุการณ์เผยให้เห็นหญิงสาววัย 25 ปีในสภาพนั่งคุกเข่าร้องไห้ระงม ขณะที่เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอำพรางใบหน้ากระหน่ำหวดหวายลงบนหลังของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางเสียงตะโกนเชียร์จากฝูงชนรอบข้างที่ไร้ซึ่งความเห็นใจ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ "ลงมือให้หนักขึ้น" จนกระทั่งเธอทนความเจ็บปวดไม่ไหวและหมดสติไปในที่สุด

ตามกฎระเบียบของอาเจะห์ หากผู้รับโทษหมดสติระหว่างการลงทัณฑ์ แพทย์สนามจะเข้าตรวจร่างกายทันที หากพบว่าร่างกายไม่พร้อมรับโทษต่อ การเฆี่ยนที่เหลือจะถูกเลื่อนออกไปชั่วคราว แต่จะไม่มีการยกเว้นโทษเด็ดขาด ผู้กระทำผิดต้องกลับมารับไม้เรียวที่เหลือจนครบกำหนดเมื่อร่างกายฟื้นตัว
 


🔵 [ครั้งแรกของจังหวัดเคร่งศาสนา: เมื่อการแสดงความรักในโลกออนไลน์คืออาชญากรรม]


มูฮัมหมัด ริซัล หัวหน้าตำรวจชารีอะห์ แถลงยืนยันว่า การลงโทษครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจังหวัดที่มีการสั่งเฆี่ยนประจานผู้กระทำความผิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายอิสลามอย่างร้ายแรง เนื่องจากในจังหวัดอาเจะห์ (ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้กฎหมายอิสลามเต็มรูปแบบ) การแสดงความใกล้ชิดทางร่างกาย เช่น กอด จูบ หรือสัมผัสตัวระหว่างชายหญิงที่ไม่ได้แต่งงานกัน ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด

ฮาเออริล ฮาลิม โฆษกองค์การนิรโทษกรรมสากลอินโดนีเซีย (Amnesty International) ออกมาประณามดีลลงทัณฑ์ครั้งนี้ว่าเป็น "การเลือกปฏิบัติที่น่าสะพรึงกลัว" พร้อมชี้ว่ากฎหมายอาญาอิสลามของอาเจะห์ (Qanun Jinayat) กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพและการแสดงออกอย่างสันติของคนรุ่นใหม่ในโลกดิจิทัล ซึ่งบทลงโทษทางร่างกายที่ป่าเถื่อนเช่นนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคมยุคปัจจุบัน
 


🔵 [เปิดสถิติบดขยี้ศีลธรรม: เปิดข้อกฎหมายอาญาอิสลาม]


แม้การเฆี่ยนในที่สาธารณะจะไม่ใช่รูปแบบกฎหมายหลักของประเทศอินโดนีเซียภาพรวม แต่สำหรับในอาเจะห์ มาตรการนี้ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากคนในพื้นที่อย่างท่วมท้น โดยสถิติการลงทัณฑ์ที่ผ่านมาสะท้อนความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

🚩 คดีพัวพันการพนัน: ชายสองรายล่าสุดถูกเฆี่ยนตีคนละ 29 ครั้ง และ 8 ครั้งตามลำดับ
🚩 คดีแสดงความใกล้ชิด: คู่รักอีก 4 คู่ เดินเรียงคิวโดนโบยคนละ 27 ครั้ง
🚩 คดียาแรง (พฤษภาคมที่ผ่านมา): หญิงชายสองคู่ถูกกระหน่ำโบยสูงถึงคนละ 100 ครั้ง จากความผิดฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส พร้อมพ่วงข้อหาดื่มแอลกอฮอล์

สรุปสาระสำคัญของกฎหมายอาญาอิสลามอาเจะห์:

  •  ฐานความผิด: ครอบคลุมการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส, การรักร่วมเพศ, การดื่มแอลกอฮอล์ และการแสดงความรักในที่สาธารณะ/ออนไลน์
  •  บทลงโทษ: มีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึง 100 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการดุลยพินิจของศาล โดยจะกระทำต่อหน้าสาธารณชน บริเวณหน้ามัสยิดหรือลานเปิดโล่งเพื่อจุดประสงค์ในการประจานและตักเตือนสังคม
  •  ขอบเขตผู้รับโทษ: บังคับใช้เด็ดขาดกับมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอาเจะห์ "ทั้งชาวมุสลิมและผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม" หากกระทำผิดกฎข้อห้าม

🔵 [บทสรุป]


เมื่อสมรภูมิทางศีลธรรมในโลกยุคเก่าโคจรมาปะทะกับพื้นที่แห่งเสรีภาพในโลกยุคใหม่ (TikTok) ปรากฏการณ์ที่อาเจะห์กำลังตั้งคำถามตัวโตๆ ให้แก่สังคมโลก

คำสั่งเฆี่ยนประจานบนโลกดิจิทัลในครั้งนี้ คือความสำเร็จในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของหลักศาสนา หรือแท้จริงแล้วมันคือภาพสะท้อนของความล้าหลังที่ล้ำเส้นเข้าไปริดรอนเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในโลกยุคปัจจุบันกันแน่?

ข่าวล่าสุด