เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

17 มิ.ย. 2566 | matchayakorn_mee

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า ซาอุดิอาระเบียกับจีนกำลังร่วมมือกันทำลายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และได้จีนโหมกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ, การทูตและการทหาร โดยการออกหน้าหนุนหลังอย่างเต็มที่ของ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับตะวันออกกลางมาโดยตลอด แต่หลังจากหลายปีที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงทางทหารในภูมิภาคแห่งนี้ และความสัมพันธ์ที่เหมือนสงครามเย็นอย่างต่อเนื่อง ระหว่างมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หรือ MBS "ผู้ปกครองโดยพฤตินัย" ของซาอุดิอาระเบีย กับฝ่ายบริหารของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เปิดช่องให้จีนก้าวเข้ามาเติมเต็มบทบาททางการทูตในภูมิภาค ที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น "อาณาเขตเฉพาะ" (exclusive domain)ของสหรัฐฯ 

มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

สหรัฐฯกำลังสูญเสียอิทธิพลในตะวันออกกลางหรือไม่ คำตอบเรื่องนี้ก็ซับซ้อนเช่นกัน

ดร.เมลินดา แม็คคลีแมนส์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางศึกษา (Middle East Studies Center) ของ Ohio State University และผู้ร่วมเขียน หนังสือ "Keys to Understanding the Middle East" ให้ความเห็นต่อ The Media Line ว่า

"ถ้ามองไปที่ซาอุดิอาระเบีย ใช่... เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ MBS ขึ้นมากุมอำนาจ จากที่เคยว่าอะไรว่าตามกัน เป็นพันธมิตรที่เป็นของตาย มันไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้อย่างมาก" 

MBS โอรสองค์ที่ 7 ของกษัตริย์ซัลมาน ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเป็นมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ปี 2560 ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 27 กันยายน ปี 2565 สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) ได้กล่าวหา MBS ว่า เป็นผู้บงการการฆาตกรรม จามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ของ Washington Post เมื่อปี 2561 นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าทีมสังหารชาวซาอุฯ 15 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ที่สถานกงสุลของซาอุฯ ในตุรกี โดยหลังจากรัดคอคาช็อกกีแล้ว ก็ช่วยกันแยกชิ้นส่วนศพของเขาด้วยเลื่อยตัดกระดูก 

จามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ของ Washington Post

เมื่อปี 2562 ตอนที่ โจ ไบเดน ยังเป็นแคนดิเดตลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้หาเสียงด้วยการประกาศว่าจะทำให้ซาอุฯ กลายเป็นรัฐที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมนานาชาติ ที่ต้องชดใช้ต่อเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้น ขณะที่ซาอุฯ ปฏิเสธว่า MBS ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ และอ้างว่ามือสังหารคาช็อกกีกระทำเองโดยพลการ 

เมื่อปี 2564 ไบเดนเป็นประธานาธิบดีแล้ว และได้ลดชั้นความลับเอกสารการสืบสวนของสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง (FBI) ว่ามีความเกี่ยวข้องกันระหว่างผู้ก่อการร้ายในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ปี 2544 (9/11) กับ โอมาร์ อัล-เบยูมี ที่ FBI อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของซาอุฯ ที่อาศัยอยู่ที่สหรัฐฯ ส่วนผู้ก่อการร้ายอิสลาม 19 คน ที่ก่อวินาศกรรม 9/11 เป็นชาวซาอุฯ ทั้งหมด และรายงานของ FBI ยังอ้างด้วยว่า ฟาฮัด อัล-ธูไมรี นักการทูตซาอุฯ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย 

สถานทูตซาอุฯ ที่วอชิงตัน ดีซี ออกแถลงการณ์ว่า ข้อกล่าวหาใด ๆ ที่ว่าซาอุดิอาระเบียมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 9/11 ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง 

แม็คคลีแมนส์ให้ความเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุฯ กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ภายใต้ MBS ดูเหมือน "กระบวนทัศน์" (Paradigm) หรือ กรอบความคิดหรือแนวทางทั่วไปที่ใช้ในการมองโลกในยุคของคิสซิงเจอร์ มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว 

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

อิทธิพลทางการทูตของเฮนรี คิสซิงเจอร์ ในตะวันออกกลาง 

เฮนรี คิสซิงเจอร์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เชื้อสายยิวคนแรกของสหรัฐฯ เขาเข้าสหรัฐฯ ในฐานะผู้ลี้ภัยจากนาซีเยอรมัน ก่อนได้เป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในทศวรรษที่ 70 เขาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับ เพื่อยุติสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) เมื่อปี 2516 ที่เขาต้องเดินทางไปมาระหว่างประเทศคู่สงคราม คืออาหรับกับอิสราเอล เพื่อสะสางปัญหาพิพาท จนเป็นที่มาของคำว่า "shuttle diplomacy"

โมเช่ ฟิลลิปส์ นักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนการตั้งถิ่นฐานชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ และอดีตผู้อำนวยการรระดับชาติของฝ่าย Herut North America ของสถาบัน The Jabotinsky Movement ให้ความเห็นต่อ  Media Line ว่า "ยุคคิสซิงเจอร์" ในทางการทูตตะวันออกกลาง หมายถึงช่วงหลายปีที่เขาเข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ย โดยมีแนวคิดว่า "อิสราเอลควรละทิ้งทรัพย์สินที่จับต้องได้ เพื่อแลกกับบางสิ่งที่มีค่าน้อยกว่าสันติภาพที่แท้จริง"

หลังคิสซิงเจอร์พ้นจากตำแหน่ง พลวัตทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับอาหรับก็เปลี่ยนไป ในแบบที่คนที่ได้รับการยกย่องว่ามีความคิดเฉียบคมอย่างเขาไม่อาจคาดเดาได้ 

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ในยุคของเขา ประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต ของอิยิปต์ เชื่อว่าวิธีเดียวที่จะได้คาบสมุทรไซนายทั้งหมดกลับคืนมา คือการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอล และเขาก็ทำเช่นนั้น, ยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ก็เชื่อว่า วิธีเดียวที่จะได้ดินแดนที่เกือบจะเป็นอธิปไตยและกองทัพโดยพฤตินัย คือการลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับอิสราเอล เขาจึงยินยอมที่จะทำ ส่วนจอร์แดนกับอาณาจักรต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ก็ตัดสินใจว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าสำหรับพวกเขา ที่จะลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอล พวกเขาจึงทำ...

ฟิลลิปส์ บอกว่าในยุคนี้ MBS เขาแสดงความชัดเจนว่า การผลักดันทางการทูตแบบเก่า ๆ ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ซาอุดิอาระเบียได้เท่ากับการเอาน้ำมัน "เป็นตัวประกัน" เพื่อให้สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา เช่น การทำผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ด้วยการยอมให้จีนเข้าไปเปิดท่าเรือที่ UAE

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

จีนเข้ามาเติมช่องว่างทางการทูตในตะวันออกกลาง ขณะที่อิทธิพลของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง 

เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการเจรจาทางการทูตในตะวันออกกลางอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า จีนได้รับการสนับสนุนให้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวโดย MBS

ส.ส.รูเบน กัลเลโก ของพรรคเดโมแครต จากรัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นอดีตนายกวิกโยธินที่เคยสู้รบในสมรภูมิที่นองเลือดในอิรัก ให้ความเห็นต่อ Media Line ว่า เขาวิตกอย่างยิ่งในเรื่องนี้ และเขากำลังเสนอบางอย่างเข้าสู่การพิจารณากฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ(National Defense Authorization Act) หรือ NDAA เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดิอาระเบีย-UAE และจีน 

ส.ส.ริช แม็คคอร์มิค ของพรรครีพับลิกัน จากรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นแพทย์และเคยสังกัดหน่วยนาวิกโยธิน ให้ความเห็นว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศของไบเดน เขาบอกว่า

"การสั่งถอนทหารอย่างโกลาหลในอัฟกานิสถานของไบเดน ทำให้เกิดสุญญากาศด้านความมั่นคง ทำให้ชาติในตะวันออกกลางมองว่า จีนเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งน่ากังวลอย่างยิ่ง" 

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

แม็คคอร์มิค เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ทั้งยังเป็นบุคคลที่โดดเด่นของหน่วยนาวิกโยธิน จนถูกทำพีอาร์ด้วยการไปปรากฎตัวในโฆษณารับสมัครบุคคลากรเข้าร่วมหน่วย ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1990 เขาให้ความเห็นว่า "เป็นเพราะฝ่ายบริหารของไบเดนล้มเหลวด้านนโยบายต่างประเทศเกี่ยวกับตะวันออกกลาง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) สร้างผลงานด้วยการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบีย และการปรองดองของซีเรียในอ่าวเปอร์เซีย สร้างขวัญและกำลังใจให้ซีเรียกับอิหร่านในการเผชิญหน้ากับแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ 

แต่กัลเลโก ไม่เห็นด้วยในประเด็นนโยบายต่างประเทศของไบเดน เขาบอกว่า

"นี่เป็นปัญหาที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญมาหลายสมัยมาตลอดหลายสิบปี มันเกิดขึ้นยาวนานเกินไป ขนาด Wall Street ก็ยังสนิทสนมกับจีนแล้วตอนนี้ ทำให้พวกเขาสามารถสร้างอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้" 


"อเมริกาจำเป็นต้องยืนยันสถานะของตนเอง ในฐานะหุ้นส่วนที่มีคุณค่าและเชื่อถือได้ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในตะวันออกกลางและทั่วโลก เพราะถ้าไม่ทำจีนก็จะเข้าไปทำ" 

แม็คคอร์มิคบอกด้วยว่า จีนกำลังขยายแสนยานุภาพทางทหารด้วยการแสดงความก้าวร้าวต่อกองทัพสหรัฐฯ จีนไม่ได้แค่ขยายบทบาททางการทูตในตะวันออกกลาง แต่กำลังเร่งขยายบทบาททางทหารด้วย 

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรือรบ "Luyang III" ของจีน ได้เข้าไปก่อกวนเรือรบ "USS Chung-Hoon" ของกองทัพเรือสหรัฐฯ แถวช่องแคบไต้หวัน ซึ่งศูนย์บัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ของกองทัพเรือสหรัฐฯ แถลงว่า เรือ Luyang III ของกองทัพเรือจีน ได้ซ้อมรบในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยในบริเวณใกล้เคียงกับเรือ Chung-Hoon โดยอยู่ห่างเพียง 150 หลาเท่านั้น 

นับเป็นเหตุการณ์ยั่วยุทางทหารครั้งที่ 2 ของจีน นอกเหนือจากการกระทบกระทั่งกันระหว่างเครื่องบินรบของจีนกับของสหรัฐฯ ซึ่งปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้เป็นเกมที่อันตราย และอาจนำไปสู่ผลร้ายแรงทางทหาร แต่ไม่ได้ทำให้จีนจะลดการยั่วยุลง ในทางกลับกัน "กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ" 

เปรียบเทียบตัวเลขงบประมาณด้านกลาโหมประจำปี 2023 ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ของสหรัฐฯ 816,700 ล้านดอลลาร์ จีน 224,800 ล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขโดยรวมของปี 2022 ของทุกประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ อยู่ที่ 75,000 ล้านดอลลาร์ 

จีนจับมือซาอุดิอาระเบีย ลดอิทธิพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ข่าวล่าสุด