อิทธิพลทางการทูตของเฮนรี คิสซิงเจอร์ ในตะวันออกกลาง
เฮนรี คิสซิงเจอร์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เชื้อสายยิวคนแรกของสหรัฐฯ เขาเข้าสหรัฐฯ ในฐานะผู้ลี้ภัยจากนาซีเยอรมัน ก่อนได้เป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในทศวรรษที่ 70 เขาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับ เพื่อยุติสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) เมื่อปี 2516 ที่เขาต้องเดินทางไปมาระหว่างประเทศคู่สงคราม คืออาหรับกับอิสราเอล เพื่อสะสางปัญหาพิพาท จนเป็นที่มาของคำว่า "shuttle diplomacy"
โมเช่ ฟิลลิปส์ นักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนการตั้งถิ่นฐานชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ และอดีตผู้อำนวยการรระดับชาติของฝ่าย Herut North America ของสถาบัน The Jabotinsky Movement ให้ความเห็นต่อ Media Line ว่า "ยุคคิสซิงเจอร์" ในทางการทูตตะวันออกกลาง หมายถึงช่วงหลายปีที่เขาเข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ย โดยมีแนวคิดว่า "อิสราเอลควรละทิ้งทรัพย์สินที่จับต้องได้ เพื่อแลกกับบางสิ่งที่มีค่าน้อยกว่าสันติภาพที่แท้จริง"
หลังคิสซิงเจอร์พ้นจากตำแหน่ง พลวัตทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับอาหรับก็เปลี่ยนไป ในแบบที่คนที่ได้รับการยกย่องว่ามีความคิดเฉียบคมอย่างเขาไม่อาจคาดเดาได้
ในยุคของเขา ประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต ของอิยิปต์ เชื่อว่าวิธีเดียวที่จะได้คาบสมุทรไซนายทั้งหมดกลับคืนมา คือการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอล และเขาก็ทำเช่นนั้น, ยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ก็เชื่อว่า วิธีเดียวที่จะได้ดินแดนที่เกือบจะเป็นอธิปไตยและกองทัพโดยพฤตินัย คือการลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับอิสราเอล เขาจึงยินยอมที่จะทำ ส่วนจอร์แดนกับอาณาจักรต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ก็ตัดสินใจว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าสำหรับพวกเขา ที่จะลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอล พวกเขาจึงทำ...
ฟิลลิปส์ บอกว่าในยุคนี้ MBS เขาแสดงความชัดเจนว่า การผลักดันทางการทูตแบบเก่า ๆ ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ซาอุดิอาระเบียได้เท่ากับการเอาน้ำมัน "เป็นตัวประกัน" เพื่อให้สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา เช่น การทำผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ด้วยการยอมให้จีนเข้าไปเปิดท่าเรือที่ UAE
จีนเข้ามาเติมช่องว่างทางการทูตในตะวันออกกลาง ขณะที่อิทธิพลของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง
เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการเจรจาทางการทูตในตะวันออกกลางอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า จีนได้รับการสนับสนุนให้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวโดย MBS
ส.ส.รูเบน กัลเลโก ของพรรคเดโมแครต จากรัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นอดีตนายกวิกโยธินที่เคยสู้รบในสมรภูมิที่นองเลือดในอิรัก ให้ความเห็นต่อ Media Line ว่า เขาวิตกอย่างยิ่งในเรื่องนี้ และเขากำลังเสนอบางอย่างเข้าสู่การพิจารณากฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ(National Defense Authorization Act) หรือ NDAA เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดิอาระเบีย-UAE และจีน
ส.ส.ริช แม็คคอร์มิค ของพรรครีพับลิกัน จากรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นแพทย์และเคยสังกัดหน่วยนาวิกโยธิน ให้ความเห็นว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศของไบเดน เขาบอกว่า
"การสั่งถอนทหารอย่างโกลาหลในอัฟกานิสถานของไบเดน ทำให้เกิดสุญญากาศด้านความมั่นคง ทำให้ชาติในตะวันออกกลางมองว่า จีนเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งน่ากังวลอย่างยิ่ง"
แม็คคอร์มิค เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ทั้งยังเป็นบุคคลที่โดดเด่นของหน่วยนาวิกโยธิน จนถูกทำพีอาร์ด้วยการไปปรากฎตัวในโฆษณารับสมัครบุคคลากรเข้าร่วมหน่วย ในช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1990 เขาให้ความเห็นว่า "เป็นเพราะฝ่ายบริหารของไบเดนล้มเหลวด้านนโยบายต่างประเทศเกี่ยวกับตะวันออกกลาง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) สร้างผลงานด้วยการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบีย และการปรองดองของซีเรียในอ่าวเปอร์เซีย สร้างขวัญและกำลังใจให้ซีเรียกับอิหร่านในการเผชิญหน้ากับแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ
แต่กัลเลโก ไม่เห็นด้วยในประเด็นนโยบายต่างประเทศของไบเดน เขาบอกว่า
"นี่เป็นปัญหาที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญมาหลายสมัยมาตลอดหลายสิบปี มันเกิดขึ้นยาวนานเกินไป ขนาด Wall Street ก็ยังสนิทสนมกับจีนแล้วตอนนี้ ทำให้พวกเขาสามารถสร้างอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้"
"อเมริกาจำเป็นต้องยืนยันสถานะของตนเอง ในฐานะหุ้นส่วนที่มีคุณค่าและเชื่อถือได้ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในตะวันออกกลางและทั่วโลก เพราะถ้าไม่ทำจีนก็จะเข้าไปทำ"
แม็คคอร์มิคบอกด้วยว่า จีนกำลังขยายแสนยานุภาพทางทหารด้วยการแสดงความก้าวร้าวต่อกองทัพสหรัฐฯ จีนไม่ได้แค่ขยายบทบาททางการทูตในตะวันออกกลาง แต่กำลังเร่งขยายบทบาททางทหารด้วย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรือรบ "Luyang III" ของจีน ได้เข้าไปก่อกวนเรือรบ "USS Chung-Hoon" ของกองทัพเรือสหรัฐฯ แถวช่องแคบไต้หวัน ซึ่งศูนย์บัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ของกองทัพเรือสหรัฐฯ แถลงว่า เรือ Luyang III ของกองทัพเรือจีน ได้ซ้อมรบในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยในบริเวณใกล้เคียงกับเรือ Chung-Hoon โดยอยู่ห่างเพียง 150 หลาเท่านั้น
นับเป็นเหตุการณ์ยั่วยุทางทหารครั้งที่ 2 ของจีน นอกเหนือจากการกระทบกระทั่งกันระหว่างเครื่องบินรบของจีนกับของสหรัฐฯ ซึ่งปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้เป็นเกมที่อันตราย และอาจนำไปสู่ผลร้ายแรงทางทหาร แต่ไม่ได้ทำให้จีนจะลดการยั่วยุลง ในทางกลับกัน "กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ"
เปรียบเทียบตัวเลขงบประมาณด้านกลาโหมประจำปี 2023 ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
ของสหรัฐฯ 816,700 ล้านดอลลาร์ จีน 224,800 ล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขโดยรวมของปี 2022 ของทุกประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ อยู่ที่ 75,000 ล้านดอลลาร์