สมัยก่อน ชาวบ้านมักปลูกผัก มันสำปะหลัง สับปะรด และพืชดอกที่กินได้เป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พวกเขาหันมาปลูกข้าวโพด หลังมีเกษตรกรรายหนึ่งที่ผันตัวมาเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อข้าวโพดแล้วส่งไปให้บริษัททำอาหารสัตว์อีกที ชาวบ้านบอกว่า แทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะพ่อค้าคนกลางรายนี้ จะนำเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยมาส่งให้ โดยที่ยังไม่เรียกเก็บเงิน พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว เขาก็จะมารับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านแล้วนำไปส่งที่ตัวเมือง
ผู้เชี่ยวชาญจากกรีนพีซ บอกว่า ไฟป่าที่เกิดมากขึ้น สาเหตุหนึ่งยังมาจากการแผ้วถางป่า เพื่อนำพื้นที่ไปปลูกข้าวโพดมากขึ้นด้วย ความต้องการข้าวโพดมีมากขึ้น เชื่อมโยงกับปัจจัยการขยายตัวของอุตสาหกรรมเนื้อโดยตรง ข้อมูลจากรัฐบาลไทย ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ข้าวโพดอย่างน้อย 8 ล้านตัน เพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ แต่ไทยผลิตเองได้แค่ 5 ล้านตัน ที่เหลือจึงต้องนำเข้า
เป็นเวลา 20 ปีมาแล้ว ที่ไทยจัดตั้งโครงการขนส่งสินค้าเกษตรข้ามพรมแดน กับฟาร์มในลาว เมียนมา และกัมพูชา โดยนำเข้าข้าวโพดในอัตราภาษี 0% นับจากนั้น การเผาซังข้าวโพดในที่โล่งแจ้งก็มีมากขึ้นในภูมิภาคนี้
ผู้เชี่ยวชาญจากกรีนพีซ และกลุ่มนักเคลื่อนไหวอื่นๆ ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า ความต้องการข้าวโพดมีมากขึ้น โดยมีบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี ของไทย เป็นตัวขับเคลื่อน เพราะเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่สุดในโลก โดยมีกำลังการผลิตมากถึง 27,650 ตันต่อปี
ซีพี บอกว่า เพื่อจูงใจให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวโพด พวกเขาได้จัดหาเงินทุนสนับสนุนแบบไม่มีดอกเบี้ยให้ และคำมั่นจะรับซื้อผลผลิตในราคาที่รับประกันไว้ ภายใต้โครงการนำร่องที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระประกาศไว้เมื่อเดือนธันวาคม เป็นโครงการมุ่งส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืนในพื้นที่แถบชนบท และในเมื่อเกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่น ก็ต้องเข้าร่วมโครงการนี้ จากการเปิดเผยของผู้เชี่ยวชาญในกรีนพีซ ซึ่งเป็นโครงการที่ยังขาดการวิเคราะห์เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ผู้บริหารของซีพี ก็ออกมาโต้แย้งว่า ได้มีการตรวจสอบโครงการนี้ว่า ข้าวโพดต้องมาจากการเพาะปลูกในแนวทางที่ยั่งยืนเท่านั้น เช่น ไม่ได้มาจากพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่า หรือพื้นที่ที่เกิดการเผาซังข้าวโพดในที่โล่งแจ้ง แต่ทางซีพี ไม่ได้ตอบคำถามของ เรดิโอ ฟรี เอเชีย ว่า จะทำอย่างไร หากเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามนี้
มลพิษทางอากาศเป็น 1 ใน 10 ปัจจัยของการเสียชีวิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการสำรวจในปี 2019 กว่าครึ่งล้านที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร เป็นผลมาจากการได้รับมลพิษทางอากาศมากเกินไป จากการเปิดเผยของฝ่ายประสานงานด้านเคมีและมลพิษประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ