เนชั่นทีวี

Exclusive

"มอร์แกน โรเจอร์ส" เดิมพันครั้งใหญ่ของเชลซียุคชาบี อลอนโซ่

22 ก.ค. 2569 | Apirak Pradubyati

"มอร์แกน โรเจอร์ส" เดิมพันครั้งใหญ่ของเชลซียุคชาบี อลอนโซ่

117 ล้านปอนด์ไม่ใช่แค่ค่าตัว แต่คือการเดิมพันอนาคตของเชลซี! เจาะลึกเบื้องหลังดีลประวัติศาสตร์ "มอร์แกน โรเจอร์ส" และบทบาทในทีมสิงห์บลูส์ของชาบี อลอนโซ่

117 ล้านปอนด์ไม่ใช่แค่ค่าตัว แต่คือการเดิมพันอนาคตของเชลซี! เจาะลึกเบื้องหลังดีลประวัติศาสตร์ "มอร์แกน โรเจอร์ส" และบทบาทในทีมสิงห์บลูส์ของชาบี อลอนโซ่

KEY

POINTS

  • เชลซีทุ่มเงิน 117 ล้านปอนด์คว้าตัว มอร์แกน โรเจอร์ส ทำให้เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในยุคของกุนซือ ชาบี อลอนโซ่
  • การเซ็นสัญญาครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแนวทางการเสริมทัพของสโมสร จากเดิมที่เน้นดาวรุ่งเป็นการลงทุนกับผู้เล่นที่พิสูจน์ตัวเองแล้วและพร้อมใช้งานทันทีเพื่อกลับมาลุ้นแชมป์
  • เชลซีปิดดีลนี้ได้สำเร็จในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง โดยมีทั้งผู้บริหารและชาบี อลอนโซ่ ร่วมผลักดันการเจรจาอย่างใกล้ชิด หลังจากติดตามผลงานนักเตะมานานกว่า 2 ปี

เชลซีสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ เมื่อประกาศคว้าตัว มอร์แกน โรเจอร์ส แนวรุกทีมชาติอังกฤษจากแอสตัน วิลล่า ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 117 ล้านปอนด์ กลายเป็นนักเตะชาวอังกฤษที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่าสโมสรพร้อมเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อพาทีมกลับสู่การลุ้นแชมป์อีกครั้งภายใต้การคุมทีมของ ชาบี อลอนโซ่

ดีลนี้ไม่เพียงสร้างความฮือฮาเพราะตัวเลขค่าตัวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านการเสริมทัพของเชลซี จากเดิมที่เน้นสะสมนักเตะอายุน้อยซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนา สู่การลงทุนกับผู้เล่นที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองในพรีเมียร์ลีกและทีมชาติแล้ว พร้อมเข้ามายกระดับทีมได้ทันที

โรเจอร์สเดินทางกลับจากศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา หลังเสร็จสิ้นภารกิจกับทีมชาติอังกฤษ เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายในกรุงลอนดอน ก่อนเซ็นสัญญาระยะเวลา 6 ปี พร้อมออปชันขยายเพิ่มอีก 1 ปี

"ผมกำลังย้ายมาสู่สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในลอนดอน แนวทางที่สโมสรต้องการเดินหน้าและเป้าหมายในอนาคต คือสิ่งที่ผมอยากเป็นส่วนหนึ่ง มันเหมาะกับผมอย่างสมบูรณ์แบบ และผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้เริ่มต้น" โรเจอร์สกล่าวในคลิปเปิดตัว

"มอร์แกน โรเจอร์ส" เดิมพันครั้งใหญ่ของเชลซียุคชาบี อลอนโซ่

เบื้องหลังปฏิบัติการสายฟ้าแลบที่ใช้เวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง

แม้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา อาร์เซนอลจะถูกมองว่าเป็นตัวเต็งในการคว้าลายเซ็นของโรเจอร์ส แต่สุดท้ายกลับเป็นเชลซีที่ปิดดีลได้อย่างเหนือความคาดหมาย

แท้จริงแล้ว "สิงห์บลูส์" ติดตามผลงานของดาวเตะวัย 24 ปีรายนี้มานานกว่า 2 ปี และวางให้เขาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในแนวรุกมาโดยตลอด เพียงแต่เลือกจังหวะเข้าหาอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้กระทบสมาธิของนักเตะระหว่างการรับใช้ทีมชาติในฟุตบอลโลก

หลังอังกฤษพ่ายอาร์เจนตินาในรอบรองชนะเลิศเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เชลซีจึงเดินเครื่องเต็มกำลังทันที โดยมีทั้งทีมผู้อำนวยการกีฬา, ชาบี อลอนโซ่ และ เบห์ดัด เอ็กบาลี เจ้าของร่วมสโมสร ร่วมผลักดันการเจรจาอย่างใกล้ชิด

แม้แต่ รีซ เจมส์ กัปตันทีมเชลซี ซึ่งอยู่ในแคมป์ทีมชาติอังกฤษ ก็มีบทบาทช่วยโน้มน้าวเพื่อนร่วมชาติ ขณะที่ โคล พาลเมอร์ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็รับรู้ความคืบหน้าของดีลมาตลอด

สุดท้าย ทุกอย่างจบลงภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ก่อนที่โรเจอร์สจะลงสนามช่วยอังกฤษคว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลกเหนือฝรั่งเศส

รายงานระบุว่าหลังเชลซีบรรลุข้อตกลงกับวิลล่าแล้ว สโมสรได้เปิดโอกาสให้อาร์เซนอลยื่นข้อเสนอเทียบเท่า แต่ "ปืนใหญ่" ยืนยันจะไม่ขยับเพดานราคาที่ประเมินไว้ ส่งผลให้โรเจอร์สย้ายสู่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ในที่สุด

"มอร์แกน โรเจอร์ส" เดิมพันครั้งใหญ่ของเชลซียุคชาบี อลอนโซ่

ความสัมพันธ์ระดับผู้บริหารคือกุญแจสำคัญ

อีกปัจจัยที่ทำให้ดีลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วคือความสัมพันธ์อันดีระหว่าง เบห์ดัด เอ็กบาลี กับ นาสเซฟ ซาวิริส เจ้าของแอสตัน วิลล่า ซึ่งช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งสองสโมสรเองเคยหารือเรื่องธุรกิจร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2024 ในช่วงที่พรีเมียร์ลีกให้ความสำคัญกับกฎกำไรและความยั่งยืน โดยเวลานั้นมีการพูดถึงความเป็นไปได้ของการแลกเปลี่ยนนักเตะหลายราย ก่อนสุดท้ายจะจบลงด้วยการย้ายทีมของ เอียน แมตเซ่น และ โอมารี เคลลีแมน

ดีลโรเจอร์สจึงไม่ใช่การติดต่อแบบฉาบฉวย แต่เป็นผลลัพธ์จากความสัมพันธ์ที่สั่งสมมาหลายปี

 

เปลี่ยนแนวทางเสริมทัพ จากสะสมดาวรุ่งสู่ผู้เล่นพร้อมใช้งาน

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของเชลซีอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ เบห์ดัด เอ็กบาลี ยอมรับเองว่าสโมสรจำเป็นต้องเติมนักเตะที่ "พร้อมใช้งานทันที" มากขึ้น หลังโครงการสร้างทีมด้วยดาวรุ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องแปลงศักยภาพเป็นความสำเร็จ

เขาเคยกล่าวว่า สโมสรจำเป็นต้องปรับโมเดลการทำทีม เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และยกระดับทีมให้มีความสม่ำเสมอมากกว่าเดิม

โรเจอร์สจึงไม่ใช่เพียงนักเตะพรสวรรค์สูง แต่เป็นผู้เล่นที่พิสูจน์ตัวเองแล้วในพรีเมียร์ลีก รวมถึงเวทีฟุตบอลโลก

 

เพื่อนรักของโคล พาลเมอร์ กับเรื่องราวของท่าดีใจสุดไวรัล

หนึ่งในสีสันของการย้ายทีมครั้งนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างโรเจอร์สกับโคล พาลเมอร์

ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่ย้ายเข้าสู่อะคาเดมีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวัย 16 ปี และร่วมกันพาทีมเยาวชนคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ปี 2020

ที่น่าสนใจคือ ท่าดีใจ "หนาว" หรือ "Cold Celebration" อันโด่งดังของพาลเมอร์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าตัว แท้จริงแล้วได้รับแรงบันดาลใจจากโรเจอร์ส

เดิมที โรเจอร์สเป็นคนใช้ท่าดังกล่าวระหว่างเล่นให้มิดเดิลสโบรช์ ก่อนที่พาลเมอร์จะนำมาใช้หลังยิงสองประตูใส่ลูตัน ทาวน์ ในปี 2023 และต่อมาก็จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการ

นอกจากพาลเมอร์แล้ว โรเจอร์สยังคุ้นเคยกับ รีซ เจมส์, ลีวาย โคลวิลล์, โทซิน อดาราบิโอโย่, โรเมโอ ลาเวีย, เจมี่ กิตเทนส์ และ เลียม ดีแลป ซึ่งหลายคนต่างเติบโตมาจากระบบเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้เช่นเดียวกัน

 

ชาบี อลอนโซ จะใช้งานโรเจอร์สอย่างไร

คำถามสำคัญที่สุดหลังการย้ายทีมคือ โรเจอร์สจะลงเล่นตรงไหน เพราะตำแหน่งถนัดของเขาดูใกล้เคียงกับโคล พาลเมอร์

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของโรเจอร์สคือความยืดหยุ่น เขาสามารถเล่นได้ทั้งริมเส้นฝั่งซ้าย มิดฟิลด์ตัวรุก หรือขยับเข้าไปเล่นด้านใน

แหล่งข่าวภายในสโมสรเชื่อว่า อลอนโซ่เตรียมให้เขายืนฝั่งซ้ายเป็นหลัก ขณะที่พาลเมอร์จะรับบทหมายเลข 10 อยู่ด้านหลังศูนย์หน้า

หากเชลซีเลือกใช้ระบบหลังสามแบบที่อลอนโซ่เคยประสบความสำเร็จกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทั้งโรเจอร์สและพาลเมอร์ก็สามารถเล่นร่วมกันเป็นคู่มิดฟิลด์ตัวรุกได้ โดยปล่อยให้วิงแบ็กเติมเกมจากด้านข้าง

ด้วยผลงาน 14 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ จาก 55 นัด เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา โรเจอร์สถือเป็นนักเตะที่พร้อมเพิ่มมิติในเกมรุกให้เชลซีทันที หลังทีมเคยประสบปัญหาฝืดหนักจนยิงประตูไม่ได้ติดต่อกันถึง 5 นัดเมื่อซีซันก่อน

 

ได้ก็ต้องขาย...เชลซียังต้องลดขนาดทีม

แม้จะทุ่มเงินมหาศาลคว้าโรเจอร์ส แต่เชลซียังต้องเดินหน้าปล่อยนักเตะจำนวนมากเพื่อรักษาสมดุลทางการเงิน

นอกจากค่าตัว 117 ล้านปอนด์ของโรเจอร์ส สโมสรยังใช้เงินไปแล้วกับการคว้า มาร์โก ปาเลสตรา แบ็กขวาจากอตาลันตาด้วยค่าตัว 47 ล้านปอนด์ รวมถึงกำลังเดินหน้าเจรจาคว้ากองหลังอย่าง เป๊ป ชาบาร์เรีย และ มักซ็องซ์ ลาครัวซ์ ขณะที่ วาเลนติน บาร์โก ก็มีแนวโน้มจะย้ายมาสมทบอีกหนึ่งราย

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญคือกฎการเงินของพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า

ฤดูกาลที่แล้ว เชลซีต้องขายนักเตะรวมมูลค่าถึง 300 ล้านปอนด์ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางการเงิน ขณะที่ยูฟ่ายังจับตาสถานะการเงินของสโมสรอย่างใกล้ชิด แม้ว่าฤดูกาลล่าสุดค่าปรับจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนก็ตาม

ช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซีขายนักเตะอย่าง มาร์ก กูกูเรย่า, อันเดรย์ ซานโตส, ไทริก จอร์จ และ จิมมี-เจย์ มอร์แกน ได้รวมกันมากกว่า 120 ล้านปอนด์ แต่ด้วยขุมกำลังชุดใหญ่ที่มีนักเตะมากถึง 37 คน สโมสรยังจำเป็นต้องปล่อยหรือปล่อยยืมผู้เล่นอีกอย่างน้อยราวสิบกว่าคน

 

เดิมพันที่สะท้อนความทะเยอทะยานของสิงห์บลูส์

ค่าตัวระดับ 117 ล้านปอนด์ย่อมสร้างความกดดันมหาศาลให้กับโรเจอร์ส แต่ในอีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่าเชลซีเชื่อมั่นในศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่

นี่ไม่ใช่เพียงการซื้อนักเตะราคาแพงที่สุดของอังกฤษ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเชลซี ที่ต้องการเลิกเป็นทีมแห่งอนาคต แล้วกลับมาเป็นทีมที่พร้อมลุ้นความสำเร็จในปัจจุบัน

ฤดูกาล 2026-27 จึงอาจเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การลงทุนมหาศาลครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนชีพ "สิงห์บลูส์" หรือเป็นอีกหนึ่งการเดิมพันที่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์คุณค่า

ข่าวล่าสุด