เนชั่นทีวี

Exclusive

สองมาตรฐาน? "ฟีฟ่า" ปลดแบน "บาโลกัน" เขย่าฟุตบอลโลก 2026

06 ก.ค. 2569 | Colly

สองมาตรฐาน? "ฟีฟ่า" ปลดแบน "บาโลกัน" เขย่าฟุตบอลโลก 2026

เมื่ออำนาจการเมืองท้าทายจิตวิญญาณลูกหนัง จากกรณี ฟีฟ่า ปลดแบน โฟลาริน บาโลกัน ดาวยิงสหรัฐฯ ที่สร้างรอยด่างและข้อกังขาเรื่อง "สองมาตรฐาน" ในฟุตบอลโลก 2026

เมื่ออำนาจการเมืองท้าทายจิตวิญญาณลูกหนัง จากกรณี ฟีฟ่า ปลดแบน โฟลาริน บาโลกัน ดาวยิงสหรัฐฯ ที่สร้างรอยด่างและข้อกังขาเรื่อง "สองมาตรฐาน" ในฟุตบอลโลก 2026

KEY

POINTS

  • ฟีฟ่ามีมติระงับโทษแบนของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ที่ได้รับใบแดงโดยตรงในฟุตบอลโลก 2026 ทำให้เขาสามารถลงเล่นในนัดถัดไปได้
  • การตัดสินใจดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็น "สองมาตรฐาน" และเกิดขึ้นหลังมีแรงกดดันทางการเมืองจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีรายงานว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ติดต่อประธานฟีฟ่าโดยตรง
  • ฟีฟ่าใช้มาตรา 27 ของกฎวินัยเป็นข้อยกเว้น ซึ่งเป็นการตีความกฎในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับกรณีใบแดงในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และถูกมองว่าขัดต่อหลักการห้ามการเมืองแทรกแซง
  • หลายชาติ โดยเฉพาะเบลเยียมซึ่งเป็นคู่แข่งในรอบต่อไป ได้ออกมาประท้วงการตัดสินใจนี้อย่างรุนแรง โดยมองว่าทำลายความยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของการแข่งขัน

ตลอดประวัติศาสตร์ของการแข่งขันฟุตบอลโลก มีเหตุการณ์ดราม่าทั้งในและนอกสนามเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน แต่แทบไม่มีครั้งใดที่คำถามเรื่อง "ความเป็นอิสระ" ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จะถูกตั้งขึ้นอย่างรุนแรงเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงฟุตบอลโลก 2026 หลังฟีฟ่ามีมติระงับการบังคับใช้โทษแบนของ โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เจ้าตัวได้รับใบแดงโดยตรงจากการแข่งขันรอบน็อกเอาต์ และตามกฎแล้วต้องหมดสิทธิ์ลงสนามในนัดถัดไปโดยอัตโนมัติ

การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้สร้างเพียงเสียงวิจารณ์เรื่องการตีความข้อกฎหมายของฟีฟ่าเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ข้อกล่าวหาว่า องค์กรลูกหนังโลกกำลังยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันทางการเมืองจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ผลักดันสำคัญ จนหลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของหลักการที่ฟีฟ่ายึดถือมาโดยตลอด นั่นคือ "ฟุตบอลต้องปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง”

 

จุดเริ่มต้น: ใบแดงรอบน็อกเอาต์

ต้นตอของข้อพิพาททั้งหมดเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ซึ่งสหรัฐอเมริกาเอาชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2-0 แม้จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ แต่ชัยชนะครั้งนั้นกลับต้องแลกมาด้วยข่าวร้าย เมื่อในนาทีที่ 64 โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าฟอร์มร้อนจากสโมสรโมนาโก ถูกไล่ออกจากสนามด้วยใบแดงโดยตรง

จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบาโลกันเข้าปะทะกับ ทาริก มูฮาเรโมวิช กองหลังของบอสเนียฯ โดยผู้ตัดสินชาวบราซิล ราฟาเอล เคลาส์ ไม่ได้เป่าฟาวล์ในทันที ก่อนที่ห้อง VAR จะเรียกให้กลับไปตรวจสอบภาพช้าอีกครั้ง และสุดท้ายมีการเปลี่ยนคำตัดสินเป็นใบแดงฐาน "เล่นอันตรายร้ายแรงเกินกว่าเหตุ" (Serious Foul Play) ตามบทลงโทษสูงสุดของเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว

สองมาตรฐาน? "ฟีฟ่า" ปลดแบน "บาโลกัน" เขย่าฟุตบอลโลก 2026

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก การได้รับใบแดงโดยตรงถือเป็นบทลงโทษที่มีผลชัดเจน ผู้เล่นจะถูกแบนในเกมถัดไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อรักษามาตรฐานด้านวินัยและความเท่าเทียมของการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้ จึงแทบไม่มีใครตั้งข้อสงสัยว่า บาโลกันจะหมดสิทธิ์ลงเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับเบลเยียม เพราะทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปตามกฎที่ใช้บังคับกับทุกชาติอย่างเสมอภาค

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กลับทำให้ทั้งวงการฟุตบอลโลกต้องตกตะลึง

 

กฎที่ "ไม่มีช่องโหว่" กลับถูกตีความใหม่ด้วยมาตรา 27

เพียงไม่ถึง 30 ชั่วโมงก่อนเกมพบเบลเยียม คณะกรรมการวินัยของฟีฟ่าประกาศว่า โทษแบนของบาโลกันจะถูก "ระงับการบังคับใช้” เป็นเวลา 1 ปี ภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติ ส่งผลให้ดาวยิงทีมชาติสหรัฐฯ สามารถลงสนามในรอบน็อกเอาต์ได้ทันที แม้ใบแดงเดิมจะยังคงมีผลอยู่ก็ตาม ฟีฟ่าอธิบายว่าการดำเนินการครั้งนี้อาศัยอำนาจตาม มาตรา 27 ของประมวลกฎระเบียบวินัย (FIFA Disciplinary Code) ซึ่งเปิดช่องให้หน่วยงานตุลาการสามารถสั่งระงับการบังคับใช้โทษทางวินัยทั้งหมดหรือบางส่วน พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติได้ในบางกรณี

จริงอยู่ ที่การใช้มาตราดังกล่าวอาจไม่ถือว่าขัดกับตัวบทกฎหมายโดยตรง แต่ประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงคือ ฟีฟ่าไม่เคยนำมาตรานี้มาใช้กับกรณีใบแดงในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในลักษณะเดียวกันมาก่อน ยิ่งเมื่อกฎการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ระบุชัดว่า ใบแดงโดยตรงต้องนำไปสู่การแบนอัตโนมัติในนัดถัดไป และไม่มีช่องให้ยื่นอุทธรณ์ การเปลี่ยนแปลงคำสั่งครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการสร้าง "ข้อยกเว้น” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มากกว่าจะเป็นการใช้กฎหมายตามปกติ

สองมาตรฐาน? "ฟีฟ่า" ปลดแบน "บาโลกัน" เขย่าฟุตบอลโลก 2026

เปิดเบื้องหลังแรงกดดัน: ทรัมป์ สายตรงประธานฟีฟ่า

สิ่งที่ทำให้กระแสวิจารณ์รุนแรงขึ้น ไม่ใช่เพียงการตีความมาตรา 27 หากแต่เป็นช่วงเวลาที่การตัดสินใจเกิดขึ้น รายงานหลายฉบับระบุว่า หลังจบเกมกับบอสเนียฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ติดต่อกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า หลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนบทลงโทษของบาโลกันโดยเร็ว ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาว ต่างออกมาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน โดยเรียกร้องให้ฟีฟ่าพิจารณาเรื่องนี้ใหม่

นอกจากนั้น ยังมีการเปิดเผยว่า “คณะทำงานฟุตบอลโลกของทำเนียบขาว” ซึ่งมี แอนดรูว์ จูเลียนี เป็นผู้อำนวยการ ได้ยื่นข้อโต้แย้งเชิงเทคนิคต่อฟีฟ่า โดยตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของการใช้ภาพสโลว์โมชันในการพิจารณาของ VAR สาระสำคัญของข้อโต้แย้งคือ ภาพที่ถูกลดความเร็วลงมากอาจทำให้การปะทะตามธรรมชาติของเกมฟุตบอลดูรุนแรงกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้ผู้ตัดสินตีความเจตนาของผู้เล่นคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่การลงโทษที่เกินกว่าเหตุ

แม้ข้อถกเถียงเรื่องการใช้ภาพสโลว์โมชันจะเคยถูกหยิบยกขึ้นในวงการผู้ตัดสินมาก่อน แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ข้อโต้แย้งดังกล่าวถูกนำมาเชื่อมโยงกับการขอให้ระงับโทษแบนของผู้เล่นในฟุตบอลโลก และยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ฟีฟ่ากำลังพิจารณาประเด็นด้านกฎหมายอย่างเป็นอิสระ หรือกำลังตอบสนองต่อแรงกดดันจากรัฐบาลของประเทศเจ้าภาพร่วม

 

วิกฤตธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือขององค์กร

แม้ในเชิงรูปธรรม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นเพียงสถานะของผู้เล่นคนเดียว แต่ในมุมของนักกฎหมายกีฬาและผู้ติดตามวงการฟุตบอลหลายคน ประเด็นสำคัญกลับอยู่ที่ แบบอย่าง (precedent) ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากองค์กรสูงสุดของฟุตบอลโลกสามารถใช้มาตรา 27 เพื่อระงับโทษแบนของนักเตะรายใดรายหนึ่งได้ ภายหลังเกิดแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกกรณีหลังจากนี้จะถูกนำมาเปรียบเทียบว่ามีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า บาโลกันสมควรได้รับโอกาสลงสนามหรือเปล่า แต่คือเหตุใด "ข้อยกเว้น” นี้จึงเกิดขึ้นกับทีมชาติสหรัฐอเมริกา และหากสถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับประเทศอื่น ฟีฟ่าจะตัดสินใจในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นี่เองคือจุดที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มขยายวงจากปัญหาด้านวินัยของผู้เล่น กลายเป็นข้อถกเถียงว่าฟุตบอลโลก 2026 กำลังเผชิญวิกฤตด้านธรรมาภิบาลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นประเด็นที่จะส่งแรงสั่นสะเทือนไปไกลกว่าผลการแข่งขันเพียงนัดเดียว

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฟีฟ่าพยายามวางตัวเองในฐานะองค์กรกีฬาที่ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลทุกประเทศ หลักการดังกล่าวถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในธรรมนูญขององค์กร โดยกำหนดว่าสมาคมฟุตบอลสมาชิกจะต้องบริหารงานอย่างเป็นอิสระ และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การแทรกแซงจากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลภายนอก หลักการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Third-Party Non-Interference หรือการไม่ยอมรับการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม ซึ่งฟีฟ่านำมาใช้เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของระบบธรรมาภิบาลฟุตบอลโลก

สองมาตรฐาน? "ฟีฟ่า" ปลดแบน "บาโลกัน" เขย่าฟุตบอลโลก 2026

กระแสต้านจากเบลเยียมและปฏิกิริยารอบโลก

หลังฟีฟ่าประกาศระงับการบังคับใช้โทษแบนของโฟลาริน บาโลกัน กระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้ลามไปถึงสมาคมฟุตบอลและทีมชาติที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะเบลเยียม ซึ่งกำลังจะเป็นคู่แข่งของสหรัฐอเมริกาในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ราชสมาคมฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) ออกแถลงการณ์แสดงความ "ตกใจและประหลาดใจ” ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่า พร้อมระบุว่ามติดังกล่าวขัดกับกฎการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ใช้บังคับอยู่ และประกาศว่าจะดำเนินการทุกช่องทางทางกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาส่งเรื่องต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (CAS) เพื่อรักษาหลักความยุติธรรมและมาตรฐานของการแข่งขันระดับโลก

ขณะที่ รูดี การ์เซีย หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติเบลเยียม กล่าวเหน็บแนมอย่างรุนแรงว่า เขาไม่เคยทราบมาก่อนว่าวันที่ฟีฟ่าประกาศมติดังกล่าวจะเป็น "April Fools' Day" หรือวันโกหกของยุโรป พร้อมระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้กำลังทำลายภาพลักษณ์ของการแข่งขันฟุตบอลโลก และลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของการตัดสินในสนามอย่างร้ายแรง ส่วน ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผู้รักษาประตูจอมเก๋า ยืนยันว่าทีมจะตอบโต้ด้วยผลงานในสนาม ยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความปั่นป่วนไม่น้อย

นอกจากนี้ สตอเล โซลบัคเคน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาตินอร์เวย์ กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็น "ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของฟีฟ่า" และอาจกลายเป็นรอยด่างในระยะยาว ทางด้าน กาวิน คูนีย์ นักข่าวฟุตบอลชาวไอริช เตือนว่า ฟีฟ่าภายใต้การนำของ จานนี อินฟานติโน กำลังเผชิญ “วิกฤตความชอบธรรมทางกฎหมาย" ครั้งสำคัญ ขณะที่ โอลิเวอร์ บราวน์ คอลัมนิสต์กีฬาของ The Telegraph วิจารณ์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนการตีความกฎระเบียบใหม่เพื่อมอบ "ของขวัญ" ให้กับสหรัฐอเมริกาในช่วงวันชาติ 4 กรกฎาคม มากกว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นกลาง

 

สหรัฐฯ มองต่าง: ปกป้องผลประโยชน์ทีม

ตรงกันข้ามกับกระแสวิจารณ์จากยุโรป ภายในแคมป์ทีมชาติสหรัฐอเมริกากลับมองว่าการตัดสินใจของฟีฟ่าเป็นการแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้เล่นของตน เมาริซิโอ โปเชตติโน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติสหรัฐฯ ออกมาปกป้องมติดังกล่าว โดยยืนยันว่าสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของทีมชาติ พร้อมแสดงความเห็นว่าการที่สหรัฐฯ ต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียงสิบคนเป็นเวลานานในเกมกับบอสเนียฯ ถือเป็นบทลงโทษที่หนักเพียงพอแล้วสำหรับเหตุการณ์ที่เขามองว่าไม่สมควรเป็นใบแดงโดยตรง

ด้าน คริสเตียน พูลิซิช กัปตันทีมชาติสหรัฐฯ ยอมรับว่าทุกคนในทีมรู้สึกยินดีที่บาโลกันจะกลับมาลงสนามได้เพราะเป็นกำลังหลักในแนวรุก ขณะที่ตัวบาโลกันเองก็แสดงความเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการโพสต์ภาพของตนเองพร้อมเสียงเพลง "Bad" ของไมเคิล แจ็กสัน สื่อถึงการกลับมาทวงพื้นที่ในรอบน็อกเอาต์อย่างมั่นใจ ท่าทีของฝ่ายสหรัฐฯ จึงสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขามองประเด็นนี้ในฐานะชัยชนะของกระบวนการอุทธรณ์ มากกว่าจะเป็นผลของแรงกดดันทางการเมือง

.....

ในทางกฎหมาย ฟีฟ่าอาจสามารถอธิบายได้ว่าการใช้มาตรา 27 อยู่ภายใต้กรอบอำนาจขององค์กร แต่ในทางธรรมาภิบาล คำอธิบายดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะคลายข้อสงสัยของวงการฟุตบอลโลก เพราะสิ่งสำคัญคือ "เหตุใดจึงเลือกใช้สิทธิ์นั้นในกรณีนี้” เมื่อองค์กรเดียวกันเคยลงโทษหลายประเทศอย่างเด็ดขาดเพราะรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ความแตกต่างดังกล่าวจึงกลายเป็นเชื้อเพลิงให้ข้อกล่าวหาเรื่อง "สองมาตรฐาน” รุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และเรื่องนี้ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน ผลการแข่งขันในสนามอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดชะตาของทัวร์นาเมนต์ เพราะการเมือง กฎหมาย และผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ต่างสามารถเข้ามามีบทบาทจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมได้เช่นกัน

สองมาตรฐาน? "ฟีฟ่า" ปลดแบน "บาโลกัน" เขย่าฟุตบอลโลก 2026

ข่าวล่าสุด