นอกจากนี้ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นปัจจัยกดดันหลักของกลุ่มฯ อย่างต่อเนื่องอีกในไตรมาส 1/67 แต่ส่วนใหญ่อยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้ ซึ่งยังเห็นการเพิ่มขึ้นของ NPL รายใหม่ ๆ จากกลุ่มสินเชื่อ SME และรายย่อยที่เป็นปัญหาต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังหมดมาตรการช่วยเหลือของ ธปท. ตั้งแต่สิ้นปี 66
ส่วนกรณีสินเชื่อรายใหญ่ของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด หรือ ITD ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ได้จัดชั้นสินเชื่อรายนี้เป็นสินเชื่อ stage 2 แล้ว พร้อมกันสำรองส่วนเกินเผื่อไว้ด้วย น่าจะช่วยลดความกังวลต่อประเด็นนี้ไปได้มาก
สำหรับคาดการณ์ NPL ratio ณ สิ้น 1Q24 ขึ้นมาเล็กน้อยที่ 3.61% credit costs เท่ากับ 157bp ลดลงจาก 178bp ใน 4Q23 ทำให้คาดการณ์ coverage ratio เพิ่มขึ้นมาที่ 194% จาก 189% ใน ไตรมาส 4/66
คาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ประเมินว่าจะหดตัวลง 2% y-y และกลับมาเติบโตเฉลี่ยราว 5% p.a. ในปี 68-69 ภายใต้สมมติฐานที่ conservative และยึด guidance ปีนี้ ของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิที่ประเมินไว้ 2.7% y-y NIM ทรงตัวที่ราว 3.41% และคาดการณ์รายได้ค่าธรรมเนียมฯ เติบโต 2% y-y
จากภาพรวมที่กล่าวมา ทำให้เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม bank ที่น้อยกว่าตลาด โดยเลือก TTB (TP@ THB 2.19) จากปัจจัยบวกเฉพาะตัวเรื่องคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67-69 ที่เติบโตโดดเด่นเหนือค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ จากการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คงเหลือกว่า 1.50 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ยังชอบ KTB ([email protected]) จากความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ที่ลดลง อีกทั้งราคาหุ้นปรับฐานไปมากสะท้อนปัจจัยลบต่างๆ ไปมากแล้ว และยังมีปันผลจูงใจกว่า 5%
ขณะที่ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) หรือ CGSI ประเมินธนาคารพาณิชย์ไทย 7 แห่งที่ทำการศึกษาจะทำกำไรสุทธิรวม 4.98หมื่นล้านบาท (-1% yoy, +17% qoq) ในไตรมาส 1/67โดยเชื่อว่ากำไรจะลดลง yoy เนื่องจากอัตราการสำรองหนี้สูญสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งจะชดเชยด้วยส่วนต่างอัตราดอก เบี้ย (NIM) ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่กำไรจะเติบโต qoq เพราะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลใน ไตรมาส 4 จึงน่าจะทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงจาก 49%ในไตรมาส 4/66เป็น 45.7%ในไตรมาส 1/67
นอกจากนี้คาดว่ากลุ่มธนาคารจะมีอัตราส่วน NPL อยู่ที่ประมาณ 3.61% ในไตรมาส 1/67หรือเพิ่มขึ้นจาก 3.59% ในไตรมาส 4/66แต่ยังต่ำกว่า 3.68% ในไตรมาส 1/66และสถิติสูงสุดช่วงสามปีที่ผ่านมาที่ 4.2% ในไตรมาส 3/64 (จากการระบาดของโควิด-19)
กลุ่มธนาคารไทยจะมียอดสินเชื่อรวมเติบโต 0.5% yoy แต่ลดลง 0.1% qoq ในไตรมาส 1/67โดยธนาคารน่าจะยังมีการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้า SME แบบ selective เพราะมองว่า SME น่าจะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่การฟื้นตัวของยอดขายยังไม่แน่นอน
ในไตรมาสแรกนี้ ยังพบว่าธนาคารเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกค้ารายย่อยในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ส่วนความต้องการสินเชื่อธุรกิจน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 1/67
ขณะเดียวกันคาดว่า NIM จะเพิ่มขึ้น 40bp yoy แต่ลดลง 3bp qoq เป็น 3.63% ในไตรมาสแรกนี้ เนื่องจากเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะจุดสูงสุดที่ 2.5% ในเดือนพ.ย. 66) จะเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าต้นทุนดอกเบี้ย ซึ่งปรับตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าธนาคารไทยจะมีอัตราการสำรองหนี้สูญอยู่ที่ 156bp ในไตรมาส 1/67 (+8bp yoy, -23bp qoq) โดยเชื่อว่าอัตราการสำรองหนี้สูญที่ลดลง qoq มาจาก KBANK และ KTB เป็นหลักเนื่องจากธนาคารทั้งสองแห่งบันทึกอัตราการสำรองหนี้สูญสูงถึง 200-220 bp ในไตร มาส 4/66 จากการเคลียร์งบดุลเชิงรุก
ทั้งนี้มองว่าการที่อัตราการสำรองหนี้สูญโดยรวมของธนา คารไทยอยู่ที่ระดับ 160bp แสดงให้เห็นว่าธนาคารมีความระมัดระวังเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ แม้จะมีอัตราการตั้งสำรองต่อหนี้ NPL สูงถึง 190%ในไตรมาสแรกนี้ โดยอัตราการสำรองหนี้สูญในไตรมาส 4/66 ของ KTB และ KBANK สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่รายหนึ่งและบริษัทที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งธนาคารกำลังจับตาดูคุณภาพเครดิตที่อาจลดลง
แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุน (Overweight) ในกลุ่มธนาคารไทย เพราะมองว่ากลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ (จากการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ) และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นในปี 67 ขณะที่ยังคงเลือก BBL และ SCB เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากมีการประเมินมูลค่าน่าสนใจและกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตสม่ำเสมอ
โดยเชื่อว่าปัจจัยบวกที่จะช่วยให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นคือ การที่ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นจาก GDP ที่ขยายตัวแข็งแกร่งและผลดีจากอัตราดอกเบี้ยสูง แต่กลุ่มธนาคารจะมี downside risk หากคุณภาพสินทรัพย์ลดลงและมีการประกาศมาตรการกำกับดูแลที่มีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดของหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อจึงส่งผลให้สินเชื่อเติบโตชะลอตัว
ปิดท้ายบล.บัวหลวง ประเมินกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารไตรมาส 1/67 เท่ากับ 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY (NIM สูงขึ้น) และ 20% QoQ (การตั้งสำรองหนี้ฯ และค่าใช้ดำเนินงานลดลง) คาดว่า ธนาคารที่จะรายงานกำไรเติบโตได้ดี YoY นำโดย TTB, KTB, BBL และ KBANK ขณะที่คาดธนาคารที่จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 ลดลง YoY นำโดย KKP และ SCB ส่วน TISCO คาดจะรายงานกำไรค่อนข้างทรงตัว YoY
นอกจากนี้คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/67 ของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ราว 5 หมื่นล้านบาท ลดลง 5% YoY (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้นและกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนลดลง) และ 3% QoQ (NIM อ่อนตัวลง) โดยคาดธนาคารที่จะรายงานกำไรลดลง YoY นำโดย KKP, SCB และ TISCO ส่วนหุ้นที่เป็น Top picks ของกลุ่มธนาคารเลือก KTB และ KBANK