ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสประชานิยม-ชินวัตรแฟมิลี่ซึ่ง"ทักษิณ ชินวัตร"วางไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งห้าครั้งหลังสุด(ปี2544-2548-2550-2554-2562) พรรคในเครือข่ายคนแดนไกล ( ไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย )ขึ้นอันดับหนึ่งทุกครั้ง และเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลสี่ในห้าครั้ง(ครั้งสุดท้ายเสียโอกาสให้พลังประชารัฐ) เว้นเพียงว่าพรรคที่คนแดนไกลหนุนจะสะดุดยอดหญ้าล้มเอง-อภินิหาริย์ทางการเมืองจะบังเกิดแบบพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน
น่าคิดลงไปอีกชั้นว่า คะแนนที่แตกตัวของทั้งสองขั้วไปยังพรรคต่างๆนั้น หากผลการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง สิบกว่าพรรคในยามหน้า(ตัดพรรคจิ๋ว(พรรค1เสียง)ในตอนนี้ทิ้งไป เพราะงวดหน้าคงยากที่จะคัมแบ็ก) พรรคเหล่านี้คงจะแย่งเก้าอี้ส.ส.500 ที่นั่ง (400เขต 100ปาร์ตี้ลิสต์ ) กันสนุก เช่น การเสนอแคมเปญหาเสียง, การร้องเรียนทุจริต/คัดค้านผลการเลือกตั้ง, การงัดข้อกฎหมายมาใช้สกัดคู่แข่ง, การเดินเกมก่อน-ระหว่าง-หลังเลือกตั้ง ต่างๆนานาเหล่านี้น่าจะ"พิสดารพันลึก"กว่าที่เคยปรากฏจนตำรา"รัฐศาสตร์-นิติศาสตร์"ที่วางไว้ต้อง"ปรับบทใหม่"ให้เข้าสถานการณ์ปัจจุบัน
ที่แน่ๆตอนนี้ควรจับจังหวะการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ผู้สมัครส.ก. 50 เขตให้ดีเพราะอยู่ในช่วงออกตัว แต่ผู้สมัคร(ตัวเต็ง)แต่ละชีวิตต่างปล่อยลีลาและชิงพื้นที่สื่อ-ความสนใจของชาวเมืองหลวงกันแล้ว
หากการออกสตาร์ทเดินไปแล้วเกิดช่องว่างระหว่างผู้สมัครด้วยกันตั้งแต่ช่วงแรก โอกาสที่คู่แข่งจะฉวยจังหวะเพื่อแซงกลับนั้นอาจลำบาก และหากผลเบื้องต้นบ่งชี้โอกาสของแต่ละชีวิตที่ขอคะแนนจากชาวกทม.ออกมาในชั้นต้นก็จะอ่านหมากการเมืองเวทีใหญ่ได้สะดวกขึ้น
เนื่องจากผู้สมัครชิงประมุขเสาชิงช้า-ผู้สมัครส.ก. ย่อมมีพรรคการเมือง-กลุ่มการเมืองเป็นกองหนุน และชาวกรุงหลายคนรู้แล้วว่า สายไหน-ปีกใด แตะมือกับพรรคใด-ขั้วไหนกันบ้าง ตรงนั้นจะเป็นคำตอบให้แกนนำแต่ละพรรควางแนวทางการเมืองใหม่กันอีกครั้งหากหวังจะเก็บแต้มเพื่อไปเป็นทุนขอโอกาสคนไทยเดินหน้าเข้าสภาเกียกกาย
"3ป."ก็ควรที่จะนำคำตอบที่ชาวกรุงมอบให้ไปประเมินว่า การบ้านงวดหน้าจะเขียนคำตอบอย่างไรให้โดนใจคนไทย(หากหวังไปต่อ...)