เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นมาก ระบบยับยั้งกลับมีความสำคัญ เพราะช่วยทำให้ความทรงจำเดิมมีความมั่นคง และลดโอกาสที่ข้อมูลใหม่จะเข้ามารบกวนมากเกินไป นักวิจัยจึงเสนอว่า สมองอาจปรับตัวอยู่บนสมดุลระหว่าง ความยืดหยุ่นของความจำ กับ ความมั่นคงของความจำ ตามสิ่งที่เรากำลังต้องการในขณะนั้น
พูดง่ายๆ คือ สมองไม่ได้ตั้งเป้าว่า “ต้องจำทุกอย่างให้มากที่สุด” แต่กำลังตัดสินใจตลอดเวลาว่า อะไรควรเปิดรับเพิ่ม และอะไรควรรักษาไว้ไม่ให้ถูกรบกวน
งานวิจัยใหม่ไม่ได้ทดลองวิธีอ่านหนังสือหรือเทคนิคจำในคนโดยตรง เพราะเป็นงานในสัตว์และแบบจำลองคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อนำมาเทียบกับงานวิจัยด้านการเรียนรู้ในมนุษย์ เราพอเห็นวิธีที่มีหลักฐานรองรับอยู่หลายอย่างค่ะ
อย่าอ่านซ้ำอย่างเดียว ลอง “ปิดแล้วนึก”
นี่เป็นเทคนิคที่เรียกว่า retrieval practice คือแทนที่จะอ่านประโยคเดิมซ้ำ ๆ ให้ปิดข้อมูลแล้วพยายามดึงสิ่งที่เรียนออกมาจากความจำด้วยตัวเอง เช่น อ่านบทหนึ่งเสร็จ ลองถามตัวเองว่า “3 เรื่องสำคัญคืออะไร?” หรือเล่าให้คนอื่นฟังด้วยภาษาของเราเอง
งานทบทวนในสถานศึกษา 50 การทดลอง พบว่าการฝึกเรียกข้อมูลจากความจำช่วยการเรียนรู้ในหลากหลายระดับและวิชา ดังนั้น ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่า “คุ้นมาก” อย่าเพิ่งตีความว่าเราจำได้ค่ะ ลองปิดแล้วเล่าก่อนจะรู้จริงว่าเก็บเข้าไปแล้วหรือยัง
แบ่งทบทวนหลายวัน ดีกว่าอัดทีเดียว
อีกวิธีที่มีหลักฐานค่อนข้างแข็งแรงคือ spaced practice หรือการเว้นระยะการเรียน แทนที่จะอ่านเรื่องเดียว 3 ชั่วโมงรวด ลองอ่านวันนี้ กลับมาทบทวนวันพรุ่งนี้ แล้วทดสอบตัวเองอีกครั้งในอีกไม่กี่วัน ฟังดูเหมือนใช้เวลานานขึ้น แต่จริงๆ เรากำลังบังคับให้สมอง “สร้างทางกลับไปหาความทรงจำนั้นใหม่” หลายครั้ง ซึ่งต่างจากการมองข้อมูลเดิมต่อเนื่องจนรู้สึกคุ้นค่ะ