ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ในระดับสมดุลในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุลประมาณร้อยละ 2.1 – 2.4 ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป อันเป็นผลมาจากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง ประกอบกับราคาพลังงานที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิต่างประเทศ (Net External Creditor) และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งมีความสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต
“การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน”