สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ชุมชนที่พักอาศัยครบวงจรสำหรับผู้สูงอายุ มีการเสนอให้ใช้โครงสร้างแบบแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินและการดำเนินงาน (PropCo/OpCo) รวมถึงการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาร่วมทุนเพื่อรับเงินปันผลระยะยาวโดยไม่ต้องใช้เงินสดของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้นำ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม (Micro-REITs) รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) และการระดมทุนผ่าน พันธบัตรเพื่อผลกระทบทางสังคม (Social Impact Bonds) มาใช้เป็นช่องทางดึงดูดเงินทุนจากสถาบันและกองทุนบำนาญ ให้หันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว
รื้อโครงสร้างภาษี สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจ้างงานและนวัตกรรม
เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ภาครัฐต้องใช้มาตรการทางภาษีเชิงรุก ผลงานวิชาการเสนอให้มีการ ลดหย่อนภาษี 2 เท่า (Double Tax Deductions) สำหรับองค์กรที่รักษาการจ้างงานแรงงานสูงวัย หรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระที่อยู่ในวัยกึ่งเกษียณ ในด้านนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรให้สิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดแก่กลุ่มธุรกิจ "เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อผู้สูงวัย" (Silver DeepTech)
นอกจากนี้ เพื่ออุดรอยรั่วและสร้างความยั่งยืนทางการคลัง รัฐควรนำเทคโนโลยีอัลกอริทึมมาใช้บริหารสวัสดิการดิจิทัลแบบมุ่งเป้า (Targeted Welfare) เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนหรือเบี้ยยังชีพให้ส่งตรงถึงกลุ่มเปราะบางตัวจริงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณของชาติได้อย่างมหาศาล
นิติบุคคลคู่ขนาน (Dual-Entity Architecture) ป้องกันทุนนิยมกลืนกินสังคม
ข้อเสนอที่แหลมคมและโดดเด่นที่สุดประการหนึ่งคือ การตระหนักถึงดาบสองคมของทุนนิยม ที่อาจมุ่งแสวงหากำไรจนละทิ้งประชาชนกลุ่มเปราะบาง งานวิจัยจึงเสนอสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลแบบ
"นิติบุคคลคู่" (Dual-Entity Structure) ซึ่งเป็นการแยกโครงสร้างการทำงานออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน
ฝ่ายแรกคือ "หน่วยงานพิทักษ์พันธกิจ" (Mission Guardian) ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบมูลนิธิหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์สาธารณะและถือ "หุ้นทองคำ" (Golden Share) เพื่อรักษาสิทธิในการยับยั้ง (Veto Right) หากมีการตัดสินใจทางธุรกิจที่ขัดต่อจริยธรรม
ส่วนฝ่ายที่สองคือ "บริษัทดำเนินงาน" (OpCo) ซึ่งเป็นธุรกิจเทคโนโลยีที่แสวงหากำไร สามารถรับใบอนุญาตทางธุรกิจ ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และสร้างการเติบโตเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ โครงสร้างเช่นนี้จะสร้างสมดุลให้โครงการเพื่อผู้สูงอายุสามารถเติบโตและดึงดูดนักลงทุนระดับโลกได้ โดยมีหลักประกันว่าจะไม่เกิดการเอาเปรียบสังคม
ผลงาน "Silver Bridge Platform" ของ วตท. 37 ได้ขยายภาพให้สังคมไทยเห็นอย่างชัดเจนว่า วิกฤตประชากรไม่ใช่จุดจบของเศรษฐกิจ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบนิเวศแบบใหม่ การเปลี่ยนผ่านนโยบายระดับประเทศจากการ "ให้สงเคราะห์" ไปสู่การ "สร้างสะพานเชื่อมโอกาส" ผ่านกลไกตลาดทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ออกแบบมาอย่างรัดกุม คือหนทางเดียวที่จะช่วยพลิกฟื้นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจมหภาค ให้พร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน.
ดาวน์โหลดผลงานทางวิชาการฉบับเต็ม :
CMA37 Paper (Eng Version)
CMA37 Paper (Thai version)