เนชั่นทีวี

Exclusive

รายงานพิเศษ: "Silver Bridge Platform" สะพานทุนพลิกวิกฤตสูงวัย... ทางรอดใหม่ที่ไทยต้องเร่งสร้าง

18 มิ.ย. 2569 | เนตรทราย อัมพชาติ

รายงานพิเศษ: "Silver Bridge Platform" สะพานทุนพลิกวิกฤตสูงวัย... ทางรอดใหม่ที่ไทยต้องเร่งสร้าง

ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเป็น "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) ภายในปี พ.ศ. 2576 ซึ่งหมายความว่าเราจะมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายทางสังคม แต่เป็น "สึนามิทางเศรษฐกิจ" ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเป็น "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) ภายในปี พ.ศ. 2576 ซึ่งหมายความว่าเราจะมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายทางสังคม แต่เป็น "สึนามิทางเศรษฐกิจ" ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

KEY

POINTS

  • เสนอแนวคิด "Silver Bridge Platform" เพื่อแก้ปัญหาสังคมสูงวัยโดยใช้กลไกตลาดทุนระดมทุนจากภาคเอกชน แทนการพึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว
  • ใช้นวัตกรรมทางการเงินเพื่อปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ เช่น สินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) และใช้เครื่องมืออย่างกองทรัสต์ (REITs) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • เรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษี 2 เท่าสำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้สูงวัย และสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • นำเสนอโครงสร้าง "นิติบุคคลคู่" ที่มีทั้งหน่วยงานพิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะและบริษัทดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายทางสังคมและการเติบโตเชิงพาณิชย์

ระบบสวัสดิการแบบเดิมที่ใช้รายได้จากภาษีของคนวัยทำงานมาดูแลผู้สูงอายุ (Pay-As-You-Go) กำลังเดินมาถึงทางตัน เมื่อวัยแรงงานหดตัวลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร ในวันที่งบประมาณแผ่นดินมีจำกัด?

 

คำตอบที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดในขณะนี้ ถูกนำเสนอผ่านผลงานทางวิชาการหัวข้อ "Silver Bridge Platform: การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัยของไทยผ่านกลไกตลาดทุน" โดยคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 37 (วตท. 37) ซึ่งได้วาง "พิมพ์เขียว" ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมองผู้สูงวัยเป็น "ภาระ" (Liability) ให้กลายเป็น "โอกาสและความยั่งยืน" (Longevity)

 

จัดระเบียบเศรษฐกิจด้วย "อนุกรมวิธานเศรษฐกิจสีเงิน" (Thailand Silver Economy Taxonomy) 

 

สิ่งแรกที่ผลงานวิชาการเน้นย้ำคือ ประเทศไทยไม่สามารถปล่อยให้การลงทุนเพื่อผู้สูงอายุเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือปล่อยให้เกิดการแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Silver-washing) ได้ จึงมีการเสนอให้ใช้กรอบ "อนุกรมวิธานเศรษฐกิจสีเงิน" ซึ่งปรับประยุกต์มาจากมาตรฐานของธนาคารโลกและ IFC เพื่อเป็นพิมพ์เขียวในการคัดกรองการลงทุน โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักที่ต้องทำงานประสานกัน

 

เสาหลักแรกคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพและการบริบาล 

ซึ่งต้องเปลี่ยนทิศทางจากการทุ่มงบไปกับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหนัก ไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีเวชศาสตร์เชิงป้องกัน สุขภาพดิจิทัล แพลตฟอร์มการดูแลทางไกล (Telemedicine) และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวินิจฉัยโรค เพื่อกระจายภาระของโรงพยาบาลรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

เสาหลักที่สองคือ สภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยและการเดินทาง 

มุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัย (Ageing-in-Place) ผ่านการลงทุนยกระดับที่อยู่อาศัยตามหลักการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เพื่อลดอุบัติเหตุการพลัดตกหกล้มซึ่งเป็นตัวสูบฉีดงบประมาณสาธารณสุข รวมถึงการสร้างเครือข่ายการเดินทางอัจฉริยะแบบไร้รอยต่อ

 

เสาหลักที่สามคือ ความมั่นคงทางการเงินและผลิตภาพแรงงาน 

การเพิ่มอายุเกษียณเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ แต่ต้องสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับทักษะ (Upskilling) และรองรับการทำงานในลักษณะ Gig Economy สำหรับผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างเครื่องมือแปลงสินทรัพย์ให้เป็นรายได้ที่มั่นคง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกสู่ความยากจน

 

 

วิศวกรรมทางการเงิน: นวัตกรรมปลดล็อกความมั่งคั่งที่หลับใหล 

หัวใจสำคัญของ Silver Bridge Platform คือการตระหนักว่า ลำพังงบประมาณรัฐไม่มีทางเพียงพอ การดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนจึงต้องใช้เครื่องมือทางการเงินขั้นสูง งานวิจัยได้เจาะลึกถึงการปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินที่จมอยู่ (Illiquid Assets) เช่น การส่งเสริม สินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถนำบ้านมาแปลงเป็นกระแสเงินสดรับรายเดือนเพื่อใช้จ่ายในบั้นปลายชีวิต โดยไม่ต้องย้ายออก

สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ชุมชนที่พักอาศัยครบวงจรสำหรับผู้สูงอายุ มีการเสนอให้ใช้โครงสร้างแบบแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินและการดำเนินงาน (PropCo/OpCo) รวมถึงการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาร่วมทุนเพื่อรับเงินปันผลระยะยาวโดยไม่ต้องใช้เงินสดของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้นำ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม (Micro-REITs) รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) และการระดมทุนผ่าน พันธบัตรเพื่อผลกระทบทางสังคม (Social Impact Bonds) มาใช้เป็นช่องทางดึงดูดเงินทุนจากสถาบันและกองทุนบำนาญ ให้หันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว

 

รื้อโครงสร้างภาษี สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจ้างงานและนวัตกรรม 

 

เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ภาครัฐต้องใช้มาตรการทางภาษีเชิงรุก ผลงานวิชาการเสนอให้มีการ ลดหย่อนภาษี 2 เท่า (Double Tax Deductions) สำหรับองค์กรที่รักษาการจ้างงานแรงงานสูงวัย หรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระที่อยู่ในวัยกึ่งเกษียณ ในด้านนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรให้สิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดแก่กลุ่มธุรกิจ "เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อผู้สูงวัย" (Silver DeepTech)

นอกจากนี้ เพื่ออุดรอยรั่วและสร้างความยั่งยืนทางการคลัง รัฐควรนำเทคโนโลยีอัลกอริทึมมาใช้บริหารสวัสดิการดิจิทัลแบบมุ่งเป้า (Targeted Welfare) เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนหรือเบี้ยยังชีพให้ส่งตรงถึงกลุ่มเปราะบางตัวจริงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณของชาติได้อย่างมหาศาล

 

นิติบุคคลคู่ขนาน (Dual-Entity Architecture) ป้องกันทุนนิยมกลืนกินสังคม 

ข้อเสนอที่แหลมคมและโดดเด่นที่สุดประการหนึ่งคือ การตระหนักถึงดาบสองคมของทุนนิยม ที่อาจมุ่งแสวงหากำไรจนละทิ้งประชาชนกลุ่มเปราะบาง งานวิจัยจึงเสนอสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลแบบ 

"นิติบุคคลคู่" (Dual-Entity Structure) ซึ่งเป็นการแยกโครงสร้างการทำงานออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน

 

ฝ่ายแรกคือ "หน่วยงานพิทักษ์พันธกิจ" (Mission Guardian) ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบมูลนิธิหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์สาธารณะและถือ "หุ้นทองคำ" (Golden Share) เพื่อรักษาสิทธิในการยับยั้ง (Veto Right) หากมีการตัดสินใจทางธุรกิจที่ขัดต่อจริยธรรม 

 

ส่วนฝ่ายที่สองคือ "บริษัทดำเนินงาน" (OpCo) ซึ่งเป็นธุรกิจเทคโนโลยีที่แสวงหากำไร สามารถรับใบอนุญาตทางธุรกิจ ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และสร้างการเติบโตเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ โครงสร้างเช่นนี้จะสร้างสมดุลให้โครงการเพื่อผู้สูงอายุสามารถเติบโตและดึงดูดนักลงทุนระดับโลกได้ โดยมีหลักประกันว่าจะไม่เกิดการเอาเปรียบสังคม

 

 

ผลงาน "Silver Bridge Platform" ของ วตท. 37 ได้ขยายภาพให้สังคมไทยเห็นอย่างชัดเจนว่า วิกฤตประชากรไม่ใช่จุดจบของเศรษฐกิจ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบนิเวศแบบใหม่ การเปลี่ยนผ่านนโยบายระดับประเทศจากการ "ให้สงเคราะห์" ไปสู่การ "สร้างสะพานเชื่อมโอกาส" ผ่านกลไกตลาดทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ออกแบบมาอย่างรัดกุม คือหนทางเดียวที่จะช่วยพลิกฟื้นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจมหภาค ให้พร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน.

 

ดาวน์โหลดผลงานทางวิชาการฉบับเต็ม : 


CMA37 Paper (Eng Version) 

CMA37 Paper (Thai version)

 

รายงานพิเศษ: "Silver Bridge Platform" สะพานทุนพลิกวิกฤตสูงวัย... ทางรอดใหม่ที่ไทยต้องเร่งสร้าง

รายงานพิเศษ: "Silver Bridge Platform" สะพานทุนพลิกวิกฤตสูงวัย... ทางรอดใหม่ที่ไทยต้องเร่งสร้าง

ข่าวล่าสุด