ยกสองปัจจัย "เพื่อไทย" ต้องปรับทัพ
นายศักดา มองทิศทางเพื่อไทยก่อนลงสนามเลือกตั้งใหญ่ ว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยถอดบทเรียนทางการเมืองแล้ว พรรคเพื่อไทยจะต้องทำสองปัจจัยด้วยกัน คือปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก
ปัจจัยภายใน
1. การปรับปรุงโครงสร้างพรรค เช่น หัวหน้าพรรค ต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ ขนาดนายกฯ (แพทองธาร) ยังพ้นเก้าอี้เลย และนายกฯ กับหัวหน้าพรรคเป็นคนเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความจะต้องเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
2. การวางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง ถ้าหากการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็ว ภายใน 4-5 เดือนจะวางอย่างไร GENทางการเมือง ที่มีประสบการณ์ วัยกลาง คนรุ่นใหม่ ต้องวางระบบแต่ละรุ่นไว้เหมือนกัน เพื่อเอาไปสู้พรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เติมเข้าไป
3. อดีตนายกฯทักษิณ อาจทบทวนบทบาท ในฐานะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ควรจะอยู่ในฐานะผู้นำทางความคิด หรือกำหนดบทบาทตนเอง เล่นการเมืองเหมือนแบบช่วง 3-5 เดือน หลังกลับมาประเทศหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวนใหม่หมด
...
ปัจจัยภายนอก
วันนี้ พรรคเพื่อไทยถูกผลักเป็นฝ่ายค้านโดยไม่อยากเป็น พรรคเพื่อ่ไทย ต้องทำหน้าที่ สส. 140 คน ฉะนั้น ตรวจสอบพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งสนามเลือกตั้ง ภาคต่างๆโดยเฉพาะภาคอีสาน ฉะนั้นบทบาทตรงนี้ ต้องคิดแล้ว จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร
เพื่อไทย ต้องเตรียม ชำแหละครม.อนุทิน1
นายศักดา กล่าวต่อไปว่า การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทย อาจพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัตินายกฯอนุทิน และอาจพุ่งเป้า ครม.อนุทิน1 ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังมีตำหนิ ซึ่งประเด็นนี้ ก่อนเป็นรมต. คนอาจไม่รู้ และมองว่าเป็นรมต.หน้าใหม่ มีความหวัง มืออาชีพ แต่พรรคเพื่อไทย มีข้อมูล เบื้องหลังก่อนเป็นรมต.เกี่ยวข้องเกี่ยวดองทางการเมือง ทำธุรกรรมกับพรรคภูมิใจไทยด้วยเหมือกัน
อีกกรณี บรรดาสส.ที่แตกพ่ายออกมา ไม่ว่าจะเป็น เพื่อไทย - รทสช. -ปชป. ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ต้องอธิบายให้สังคมเห็น ตรวจสอบว่า พรรคภูมิใจไทยตั้งครม.ในกรอบระยะเวลา 4 เดือน ตามข้อกำหนดไว้ MOA แต่ พรรคภูมิใจไทยก็ยังตั้งรมต.ตามโควต้า คนเหล่านี้ไม่น่าใช่ รมต.ที่จะเข้ามาสร้างผลงานตามระยะเวลาที่มี แต่มาเก็บของ เก็บส่วยหรือไม่ และคนเหล่านี้ก็จะเร่ ไปทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง คราวหน้าจะเข้าภูมิใจไทยหรือไม่ อันนี้เพื่อไทยต้องวางกลยุทธ์ ใช้บทบาทฝ่ายค้านสามารถอภิปรายในระยะอันใกล้ หรือ อภิปรายอันไกล คือ "การอภิปรายไม่ไว้วางใจ"ได้