รายงานข่าวจากสว.เเจ้งว่า คณะกรรมการฯ จึงขอให้ อดีตกรรมการป.ป.ช.คนนั้น ชี้แจงรายละเอียดที่มาของเงินพร้อมกับหลักฐานต่าง ๆ ว่า เหตุใดจึงใช้บัญชีของผู้อื่นเป็นผู้โอนเงินชำระค่ารักษาพยาบาลแทน และจากข่าว สว. พบว่าอดีตกรรมการป.ป.ช.คนนั้นได้ขอเลื่อนการเข้าชี้แจงมาหลายครั้งและการเข้าชี้แจงก็ไม่ชัดเจนรวมทั้งไม่มีหลักฐานยืนยัน
“กรณีนี้จึงทำให้เกิดข้อสงสัยในพฤติกรรมว่า อดีตกรรมการป.ป.ช.ผู้นั้น เป็นเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมายเสียเองหรือไม่ ซึ่งหากผิดจริงอาจถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 128 และมาตรา 169
และรายการค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของอดีตกรรมการป.ป.ช.คนนั้น คล้ายๆ ว่าจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นหรือไม่ ซึ่งอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 168 ”รายงานข่าวจากสว.ระบุ
ในส่วนของเงินที่โอนไปชำระนั้น รายงานข่าวจาก สว. ระบุว่า หากมูลค่าเกินสามพันบาท จะเข้าข่ายผิดกฎหมายป.ป.ช. มาตรา103 เเละหากเป็นเงินที่มาจากบัญชีที่ผิดกฎหมายฟอกเงิน กรณีนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายฟอกเงินอีกด้วย
รายงานข่าวจาก สว.กล่าวว่า ทราบว่า กรณีอดีตกรรมการป.ป.ช.คนนี้อาจจะไปพัวพันกับการพิจารณาคดีของบิ๊กข้าราชการรายหนึ่งที่เคยมีอิทธิพล ในสำนักงานป.ป.ช.เมื่อหลายปีก่อน เเละอาจจะเกี่ยวข้องกับข้าราชการภายในสำนักงานปปช .บางคนที่ร่วมมือช่วยเหลือบิ๊กข้าราชการคนนี้หลายวาระ เเต่ล่าสุดคณะกรรมการ ปปช. ชุดปัจจุบัน ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ในทางลับแล้ว โดยทราบว่าประธานปปช.คนปัจจุบันได้มีนโยบายให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับในเรื่องลักษณะแบบนี้ ทำให้ข้าราชการในสำนักงานปปช.บางรายที่เคยช่วยเหลือบิ๊กข้าราชการคนนี้ กังวลกันว่าเรื่องนี้จะบานปลายออกไปแค่ไหนเเละใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง