ดังนั้นร่างกฎหมายเรือธงของชาวสีส้มหลายฉบับไม่มีวันที่จะบรรลุเป้า เว้นเเต่งวดหน้าพรรคสีส้มได้สส.ทะลุ 200 คนขึ้นไปจนกุมสภาพเเกนนำตั้งรัฐบาลได้..เเต่อย่าลืมว่าตอนนี้กระเเสชาตินิยม/อนุรักษ์นิยมกลับจุดติดเเละขยายวงจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา บวกกับการไม่ไว้วางใจการเดินหมากของครม.เพื่อไทยเเละการขยับจังหวะของชาวสีส้ม
หากไล่ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคสีส้มไปนั้นพรรคนี้มีสามยุคในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล เเละพรรคประชาชน โดยสองพรรคคิออนาคตใหม่เเละก้าวไกลโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นใดนั้น ....พบว่า
21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรค
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรค เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560และมีมติให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วันที่มีการทำสัญญากู้เงินคือ วันที่ 2 ม.ค. 2562 และ 11 เม.ย. 2562 เป็นเวลา 10 ปี
(พรรคทำสัญญากู้เงินจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคจำนวนสองฉบับ รวมวงเงิน 191.2 ล้านบาท แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า ถือเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมือง)
7 ส.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินยุบพรรคก้าวไกล ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า พรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บวกกับข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลผู้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลาสิบปี(พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคเเละคณะ)
หนึ่งในคำวินิจฉัยชี้ว่า”พฤติการณ์ของผู้ร้องที่เสนอแก้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งโดยใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน
ผู้ถูกร้องมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง อันนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด การกระทำของผู้ถูกร้องจึงเข้าลักษณะการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกด้วย”
เเละเหตุการณ์ยุบพรรคก้าวไกลนั้น ทำให้ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ซึ่งเป็นผู้ร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ล้มล้างการปกครอง ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดจริยธรรมของพรรคก้าวไกล และ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ร่วมเสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงเนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืน และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเเละเเว่วว่าหลังจาก 44 สส.พรรคสัส้มเวอร์ชั่นสองไปชี้เเจงกับป.ป.ช.เเล้ว เร็วๆนี้ย่านสนามบินน้ำจะสรุปเเละชี้มูลว่า มีความผิดหรือไม่!? โดยกระแสสะพัดหนักมากในวงคนการเมืองว่าโอกาส พรรคสีส้ม โดนเช็กบิลสูงยิ่งเพราะหลักฐานประจักษ์ชัดเเจ้ง!!!
สามเหตุการณ์เชิงลบจากการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรธน.ในมุมมองค่ายสีส้มทึ่ระบุไว้นั้น คือปฐมบทการจุดพลุรื้อระบบองค์กรอิสระตามที่หัวหน้าพรรคสีส้มรุ่นที่สามดำเนินการล่าสุด
อ่านรหัสได้ว่าเหตุการณ์ที่สนามบินน้ำที่จะเกิดผลในวันข้างหน้านั้น หัวหน้าพรรคประชาชนคือ 1 ใน 44 สส.พรรคก้าวไกลที่ไปชี้เเจงกับป.ป.ช.เช่นกันเเละทราบมาว่า44คนจะขอชี้เเจงด้วยวาจาอึกครั้งหลังส่งเอกสารชี้เเจงมาเเล้ว โดยป.ป.ช.ให้เวลา 44 คนชี้เเจงอีกครั้งด้วยความเป็นธรรม ตามเเนวทางที่ประธาน ป.ป.ช.วางไว้คือยึดกฎหมาย เป็นธรรม ไม่มีอคติเเละระบบพวกพ้อง ผิด/ถูกตัดสินตามหลักฐานเเละเจตนา
ควรย้อนมองสองคดีที่พรรคอนาคตใหม่เเละก้าวไกลโดนตัดสินไปนั้น ศาลรธน.ก็ดำเนินการในหลักการนี้เช่นกันเเละผลคำวินิจฉัยก็ออกมาเช่นนั้น...
ดังนั้น เกมที่ชาวสีส้มวางไว้ล่าสุด รอดูว่า จะเกิดผลบวกหริอลบกับชาวสีส้ม