เนชั่นทีวี

การเมือง

ย้อนคดีล้มล้างการปกครอง ก่อนศาลชี้ชะตา "พิธา-ก้าวไกล" 31 ม.ค.

30 ม.ค. 2567

ย้อนคดีล้มล้างการปกครอง ก่อนศาลชี้ชะตา "พิธา-ก้าวไกล" 31 ม.ค.

วันที่ 31 ม.ค. ถือเป็นนัดชี้ชะตา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และพรรคก้าวไกล จากกรณีที่เสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิก มาตรา 112 เพื่อใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา

โดยเรื่องนี้สืบเนื่องจาก “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัย ก้าวไกล ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่า “เป็นการล้มล้างการปกครอง” หรือไม่

ประเด็นล้มล้างการปกครอง

ย้อนคดี "อนาคตใหม่" กับสัญลักษณ์ "อิลลูมินาติ"

ต้องย้อนกลับไปคดีลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ “พรรคอนาคตใหม่” เวลานั้น โดย “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2562 เพื่อให้มีคำวินิจฉัยยุบพรรค จากกรณีล้มล้างการปกครอง ด้วยการใช้โลโก้สามเหลี่ยม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับองค์กรลับ อย่าง “อิลลูมินาติ” เนื่องจากมีเป้าหมายใหญ่ต้องการล้มล้างหรือปฏิวัติความเชื่อใหม่ ๆ ทั้งในเรื่องระบอบการปกครองและศาสนา 

ผู้ถูกร้องประกอบด้วย

  • พรรคอนาคตใหม่
  • ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
  • ปิยบุตร แสงกนกกุล
  • คณะกรรมการบริหารพรรค 

ย้อนคดีล้มล้างการปกครอง ก่อนศาลชี้ชะตา "พิธา-ก้าวไกล" 31 ม.ค.

อย่างไรก็ตาม "ณฐพร" ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 3 ปะเด็นหลัก คือ

  1. ข้อบังคับพรรค
  2. ผู้ถูกร้องทั้ง 4 กระทำเพื่อให้ได้อำนาจปกครองประเทศซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
  3. ขอให้คำสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ธนาธร ปิยบุตร และกรรมการบริหารพรรค

จากประเด็นดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 21 ม.ค. 2563 ก่อนจะมีมติไม่ยุบ “อนาคตใหม่” โดยไม่มีการเปิดให้ไต่สวนเรื่องนี้

 

เหตุผลหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ยุบอนาคตใหม่

1.ข้อบังคับพรรค ผ่านการพิจารณาจากนายทะเบียนพรรคการเมือง คือ เลขาฯ กกต.  และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หากข้อใดขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 14 และ 15 นายทะเบียนจะเสนอต่อ กกต. มีมติ ให้พรรคแก้ไข

2.พฤติกรรมของผู้ถูกร้องที่ได้ยื่นให้ศาลวินิจฉัย เป็นการรวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างๆ ยังไม่พบพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหา 

ย้อนคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ

ถัดมากรณีของ “ไทยรักษาชาติ” ที่ กกต.ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญคำวินิจฉัยยุบพรรค จากประเด็นการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้ศาลนัดตัดสินในวันที่ 7 มี.ค. 2562 และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรค

ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 13 คน ที่มี “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” เป็นหัวหน้าพรรค ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี 

หลักใจความสำคัญของคำตัดสินยุบพรรค

  1. การกระทำของกรรมการบริหารไทยรักษาชาติ มีหลักฐานชัดเจน เพราะย่อมรู้ดีในการเสนอชื่อบุคคลมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ
  2. เป็นการดึงสถาบันฯ มาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมือง โดยไม่คำนึงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  3. สุ่มเสี่ยงต่อสถานที่จะต้องอยู่เหนือการเมืองและธำรงความเป็นกลาง  เซาะกร่อนบ่อนทำลาย และเข้าข่ายปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 (2) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อย่างชัดแจ้ง

ย้อนคดีล้มล้างการปกครอง ก่อนศาลชี้ชะตา "พิธา-ก้าวไกล" 31 ม.ค.

คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ

ปิดท้ายกับ 10 ข้อเรียกร้องกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยประเด็นนี้ถูกนักร้องรายเดิม คือ ณฐพร ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ว่า การกระทำของ

  • อานนท์ นำภา (ทนายอานนท์) 
  • ภาณุพงศ์ จาดนอก (ไมค์ ระยอง)
  • ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (รุ้ง)

ในการชุมนุมปราศรัย เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ จากกรณีที่ผู้ถูกร้องทั้ง 3 คน ได้มีการอ่าน 10 ข้อเรียกร้องซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ 

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 เห็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 คน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง คือ "ให้ยุติการกระทำ" ด้วยเหตุผล

  1. เป็นการล้มล้างการปกครอง
  2. เซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  3. กระทำการอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยไว้ย่อมไม่พ้นเหตุนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง

ย้อนคดีล้มล้างการปกครอง ก่อนศาลชี้ชะตา "พิธา-ก้าวไกล" 31 ม.ค.

ทั้งหมดคือภาพรวมของคดีล้มล้างการปกครองที่เกิดขึ้นมาแล้ว ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มีทั้งผู้รอดและไม่รอด ส่วนในวันที่ 31 ม.ค. คำตัดสินจะเป็นเช่นไร จะได้รู้กัน