เนชั่นทีวี

การเมือง

31 ม.ค.อีกด่าน "พิธา-ก้าวไกล" ปมแก้ ม.112 กับเส้นทางการเมืองที่ต้องลุ้น

29 ม.ค. 2567 | chairat_pat

31 ม.ค.อีกด่าน "พิธา-ก้าวไกล" ปมแก้ ม.112 กับเส้นทางการเมืองที่ต้องลุ้น

ผ่านไปแล้วด่านแรกสำหรับ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้สถานะ สส. ยังคงอยู่ โดยไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ จากการถือครองหุ้นไอทีวี

แต่อีกหนึ่งด่านที่ยังเหลือ คือ มาตรา 112 ที่พรรคก้าวไกลใช้เป็นนโยบายหาเสียงเมื่อช่วงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา โดยเรื่องนี้ "ธีรยุทธ สุวรรณเกษร" ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการ "ล้มล้างการปกครอง" หรือไม่

เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตาม มาตรา 49 วรรคสอง คือ "หยุดการกระทำ" โดยศาลได้นัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 31 ม.ค. นี้ เวลา 14.00 น.

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถูกนำมาโยงกับ 2 คดีก่อนหน้า คือ กรณียุบ "พรรคไทยรักษาชาติ" และ "กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ที่ได้เสนอ 10 ข้อเรียกร้องซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ

เมื่อมาย้อนดูเคสแรก คือ "ไทยรักษาชาติ" ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้มีคำวินิจฉัยยุบพรรค จากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรค เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2562 เนื่องจากเป็นการกระทำเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 92 (2) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยเนื้อหาของกฎหมายระบุไว้ใน

หมวด 8 การสิ้นสุดของพรรคการเมือง


มาตรา 92 ระบุว่า "เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น"

ส่วน (2) บัญญัติว่า "กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

สำหรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา ส่งผลให้กรรมการบริหารไทยรักษาชาติ ทั้ง 13 คน ที่มี "ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช" หัวหน้าพรรคขณะนั้น ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 10 ปี ขณะเดียวกัน ยังทำให้ผู้สมัคร สส. ทั้ง 282 คน ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งทันที หรือเรียกได้ว่า "แพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม"

ถัดมากรณีที่ "ณฐพร โตประยูร" ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยกรณีการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดปราศรัย เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยผู้ถูกร้องประกอบด้วย

  • อานนท์ นำภา
  • ภาณุพงศ์ จาดนอก
  • ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล 


โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 คน เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 พร้อมสั่งการให้ผู้ถูกร้องเลิกกระทำการลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต 

แม้ดูเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้พิจารณากับทั้ง 2 คดีนั้น จะมีความแตกต่างกัน แต่เนื้อหาหลักสำคัญที่เน้นย้ำ คือ "พฤติกรรมอันส่งผลกระทบต่อสถาบันฯ" 

ทว่า การนัดฟังคำวินิจศาลในวันที่ 31 ม.ค. โดยคำร้องของ "ธีรยุทธ" ในฐานะผู้ร้องที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา "พิธา" กับ "พรรคก้าวไกล" หากเข้าข่ายความผิด ก็จะเป็นไปตามมาตรา 49 วรรคสอง คือ สั่งให้ "ยุติการกระทำ" คงไปไม่ถึงขั้นยุบพรรค 

แต่จะกลายเป็นบันไดอีกขั้น เพราะ "ธีรยุทธ" ในผู้ร้อง ได้ยื่นต่อ กกต. ไว้ก่อนหน้าให้พิจารณายุบพรรค หากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่าให้ยุติการกระทำดังกล่าว เท่ากับเป็นการประทับตราความชอบธรรมเรื่องนี้ให้กับผู้ร้อง ที่ได้ยื่นไว้ก่อนแล้ว

ทั้งหมดเป็นเพียงภาพรวมที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาเรื่องทำนองนี้ไว้ ส่วนผลคำตัดสินประเด็นดังกล่าว จะออกมาทิศทางใด ร่วมลุ้นกันในวันที่ 31 ม.ค. เพราะมีคำตอบแน่นอน ซึ่งจะเป็นตัวบอกอุณหภูมิการเมืองต่อจากนี้  

 

ข่าวล่าสุด