เนชั่นทีวี

การเมือง

"พิธา"เข้าสภาหลังศาลไม่ฟันคุณสมบัติถือหุ้นไอทีวียันไร้กังวลปม ม.112

25 ม.ค. 2567 | chairat_pat

"พิธา"เข้าสภาหลังศาลไม่ฟันคุณสมบัติถือหุ้นไอทีวียันไร้กังวลปม ม.112

"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ปรากฏตัวในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญไม่ฟันขาดคุณสมบัติ สส. จากกรณีถือหุ้นไอทีวี ย้ำไร้กังวลปมถูกร้องแก้ ม. 112

25 มกราคม 2567 ผ่านไปเป็นเรียบร้อยภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดอ่านคำวินิจฉัยวานนี้ (24ม.ค.) กรณี "นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์" สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ต่อการถือหุ้นไอทีวี โดยไม่ขาดคุณสมบัติภาพการเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญ 

โดย นายพิธา ว่า เป็นไออุ่นที่คุ้นเคย และเป็นเวลา 6 เดือน ที่ไม่ได้มีโอกาสมาที่รัฐสภา จึงรู้สึกคิดถึงบรรยากาศที่รัฐสภา โดยจะใช้เวลาพูดคุยกับ สส.ภายในสภา และทักทายกันให้หายคิดถึง พร้อมยอมรับว่า รู้สึกเสียเวลา 6 เดือน ที่ถูกยุติการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีโอกาสในการเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 ซึ่งยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่ระหว่างนั้นตนเอง ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชน โดยจะใช้ข้อมูลที่ได้มา อภิปรายที่สภาฯ ในวันพรุ่งนี้ (26 ม.ค.) โดยเฉพาะปัญหาเรื่องขยะ 

อย่างไรก็ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 ม.ค. ตนจะใช้เวลาในการหารือเพื่ออภิปรายเรื่องขยะ หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ จ.สมุทรปราการ และจะแถลงแผนการทำงานของพรรคในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนและสมาชิกมีส่วนร่วม

ส่วนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรคหลังจากที่ตนถูกยุติปฏิบัติหน้าที่นั้น ส่วนตัวยอมรับความผิดพลาดด้วยความเสียใจ และต้องขอโทษประชาชน แต่ตนเองต้องให้บทบาทกับ "นายชัยธวัช ตุลาธน" หัวหน้าพรรคฯ คนปัจจุบัน และคอยให้คำปรึกษาแก่นายชัยธวัช เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น และจะเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเชื่อว่า ประชาชนจะสัมผัสถึงความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคก้าวไกล 


 

 

นายพิธา ยังกล่าวถึงโอกาสการกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯนั้น จะต้องเป็นไปตามกระบวนการประชุมวิสามัญของพรรคฯ ในช่วงเดือน เม.ย. และส่วนตัวก็ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และนายชัยธวัช ก็สามารถทำหน้าที่ได้ดี แหลมคม และเป็นตัวของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ต้องแล้วแต่สมาชิกพรรค ซึ่งทั้งตนเองและนายชัยธวัช ก็ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง พร้อมยืนยันว่า ไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเลื่อนการประชุมวิสามัญของพรรคให้เร็วขึ้น และเดือน เม.ย. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว 

ส่วนจะมีสิ่งใดฝากถึงนายกฯ หรือรัฐบาลหรือไม่นั้น ส่วนตัวยืนยันว่า ตนเองยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง และไม่ได้ค้านทุกเรื่อง แต่ะจะค้านเฉพาะเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หรือเพื่อแนะนำ เช่น ทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างเศรษฐกิจที่ชายแดนภาคใต้ โดยไม่กระทบภูมิรัฐศาสตร์ และเชื่อว่ายังมีวาระร่วมเพื่อประชาชนอีกมากมาย โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่า เป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล เช่น การสมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซอฟต์พาวเวอร์ และแลนด์บริดจ์ ซึ่งหลายเรื่องที่พรรคก้าวไกลเห็นตรงกัน และหลายเรื่องที่จะต้องพูดคุยกัน เพื่อมองในมุมกว้าง มุมลึก เช่น โครงการแลด์บริดจ์ หากมีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ หรือแย่งส่วนแบ่งการตลาดการเดินเรือ ก็จะต้องพิจารณาทางลือก และลงรายละเอียดทั้งเชิงจุลภาค และมหภาค

 


 

 

 

 

 

 

 

ส่วนโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ยอมรับว่า ประชาชนเดือดร้อนพอสมควร เศรษฐกิจโตช้า ซบเซาเป็นเวลานานในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นปัญหามาจากการเมืองไทย และกังวลว่ากากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้งบประมาณระยะยาว ไม่ใช่หนทางที่เหมาะสม จึงขอให้รัฐบาลเตรียมแผนสำรอง กรณีนโยบายหาเสียงไม่ผ่าน และลองพิจารณากระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากของประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องแจกเงินจากบนลงล่างสู่ประชาชน แต่หากนโยบายโครงการเล็ก ๆ ของประชาชน ก็อาจเป็นพลังระเบิดออกมาเป็นพลังเศรษฐกิจที่ดี ประหยัดงบประมาณไม่ต้องสร้างภาระทางการคลังได้เช่นกัน 

นายพิธา ยังกล่าวถึงคดีการดำเนินนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่รอศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยในสัปดาห์หน้า ที่อาจเป็นหัวเชื้อนำไปสู่อุบัติเหตุของพรรคก้าวไกล โดยระบุว่า ความรู้สึกเป็นเหมือนคดีไอทีวี ที่พรรค สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดควบคุมได้ หรือไม่ได้ แต่สิ่งที่พรรคควบคุมได้ ก็ได้ดำเนินการเต็มที่แล้ว และมีความมั่นใจในคดี 

ส่วนเรื่องการเตรียการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านนั้น  ได้ติดตามข้อมูลต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยจะเน้นความประพฤติมิชอบ การคอร์รัปชัน และความล้มเหลวในการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยจะทยอยรวบรวมข้อมูล และพิจารณาอีกครั้งว่า จะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นบาซูก้า หรือเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เป็นแนวรบทั่วไป แต่ยืนยันว่า การทำงานของฝ่ายค้าน ไม่ได้จ้องล้มรัฐบาลเป็นอย่างเดียว แต่จะต้องยึประโยชน์ประเทศ และภาษีประชาชน 

นายพิธา ยังได้ตอบคำถามบางช่วงเป็นภาษาอังกฤษว่า รู้สึกดีที่ได้กลับมารัฐสภา คล้ายกับการเดจาวู เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ที่ตนเองต้องถูกยุติการปฏิบัติหน้าที่ และครั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสดี ที่จะได้ใช้เวลาชดเชยกับ 6 เดือนที่ต้องสูญเสียไปในการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การกลับมารัฐสภาครั้งนี้ คงจะไม่มีออกไปอีกแล้ว เพราะหากจะออกไปอีกครั้ง ก็เพื่อเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การกลับมาทำหน้าที่ สส.ของนายพิธานั้น ทันทีที่ลงจากรถ ก็มีมวลชนที่มาติดต่อราชการที่รัฐสภามารอให้กำลังใจ รวมถึงยังมีเพื่อน สส.พรรคก้าวไกล มารอต้อนรับสู่การกลับมาทำหน้าที่ และมีเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงนักศึกษาที่มาฝึกงานที่รัฐสภา มารอติดตามการกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของนายพิธาด้วย ก่อนที่นายพิธา จะขึ้นสู่ห้องประชุม เพื่อลงชื่อเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนั้น ยังมีรายงานด้วยว่า เนคไทด์สีฟ้า ที่นายพิธา สวมใส่ในวันนี้ (25ม.ค.) เป็นเส้นเดียวกันกับเนคไทด์ที่นายพิธา สวมใส่ในวันที่มาปฏิบัติหน้าที่ สส. เป็นวันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้นายพิธายุติการปฏิบัติหน้าที่

"วันนอร์"แจ้งมติศาล รธน. ส่ง"พิธา"กลับสภา 

ขณะเดียวกัน หลังจากนายพิธา ได้กลับเข้าสภาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ โดย "นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา" ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมในวันนี้ ได้แจ้งมติผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็น สส.ของนายพิธา ไม่สิ้นสุดลงกรณีจากการถือครองหุ้นไอทีวี ต่อที่ปะชุมสภาฯ ส่งผลให้จำนวน สส. ภายในสภาผู้แทนราษฎร มีครบจำนวนทั้งสิ้น 500 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 

ทั้งนี้ ทันทีที่ประธานสภาฯ แจ้งมติคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น นายพิธา ได้เดินเข้าห้องประชุมทันที โดยได้โบกมือทักทายกับ เพื่อน สส. ภายในห้องประชุม ก่อนจะเดินไปประจำที่นั่งข้าง "น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ

หยุดกระทำ 112 ส่งผลสู่การยุบพรรค

สำหรับอีกหนึ่งคดี คือ นโยบายหาเสียงแก้ไข มาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือและลงมติ ในวันที่ 31 ม.ค. เวลา 09.30 น. พร้อมทั้งนัดฟังคำวินิจิฉัยวันเดียวกัน เวลา 14.00 น.

โดยประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจาก "นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร" ทนายความอิสระ ได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 เพื่อให้หยุดการกระทำของ นายพิธา ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ 

อย่างไรก็ดี นายธีรยุทธ เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับทางเนชั่นตอนหนึ่ง เมื่อช่วงเดือน ส.ค. 2566 โดยยืนยันเหตุผลในการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาล อันเนื่องมาจากเมื่อตรวจดูสำเนาร่างกฎหมาย สิ่งที่พบอย่างแรก คือ

 

"ไม่ใช่การแก้ไข ยืนยันได้อย่างที่หลายท่านเห็นแล้วว่า มีความประสงค์ยกเลิก เราได้ติดตามฟัง การให้สัมภาษณ์ การให้ข่าว หรือการพูดแนวนโยบายของพรรค ยิ่งมีความชัดเจนมากขึ้น มีความประสงค์อย่างอื่น ที่ซ่อนเร้น ไม่แจ้งแก่ประชาชนอย่างละเอียด" นายธีรยุทธ ระบุ

 

ขณะเดียวกัน นายธีรยุทธ ยังได้อธิบายไว้ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "นายพิธา" และ "พรรคก้าวไกล" หยุดการกระทำเรื่องดังกล่าว ก็จะส่งผลไปถึงอีกคำร้องที่เคยได้ยื่นไว้กับ "กกต." ซึ่งยังอยู่ในสารบบของ กกต. 



 

 


 

 

 

ข่าวล่าสุด