"ประชามติ"สู่การ"แก้ไขรัฐธรรมนูญ"หนึ่งโจทย์ใหญ่การเมืองปี 67
01 ม.ค. 2567 | chairat_pat

นับเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่สำหรับการเมืองไทย หลังก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2567 คือ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ท่ามกลางฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่ยังคงเห็นไม่ลงรอยกัน
การเมือง
01 ม.ค. 2567 | chairat_pat

นับเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่สำหรับการเมืองไทย หลังก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2567 คือ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ท่ามกลางฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่ยังคงเห็นไม่ลงรอยกัน
โดยเฉพาะทั้งเรื่องคำถามประชามติ และเรื่องที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ซึ่งถือเป็นตัวแทนที่จะมาทำหน้าที่ร่างกฎหมายให้เป็นของประชาชน
ประเด็นนี้สอดรับกับท่าทีของ "วันมูหะมัดนอร์ มะทา" ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ออกยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองในปี 67 สำหรับรัฐบาลต้องเผชิญ นอกเหนือจากนโยบายต่าง ๆ ที่หวังฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ให้กับประชาชน ก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญ
ทว่า ปัญหาใหญ่ที่เห็นเด่นชัด คือ ที่มา สสร. โดย "นิกร จำนง" ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560
ภายหลังจากเดินสายรับฟังความเห็น จึงเสนอให้ สสร. มีจำนวน 100 คน มาจาก 2 แบบด้วยกัน คือ
ทว่า ประเด็นนี้ "พริษฐ์ วัชรสินธุ" สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ยังคงเห็นแย้ง เพราะมองว่า สสร. ในฐานะตัวแทนประชาชน สามารถมาจากการเลือกตั้งได้ทั้งหมด
ด้วยการปรับระบบเลือกตั้งให้เหมือนกับการเลือกตั้ง สส. ที่มีทั้งระบบแบ่งเขต และระบบแบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทั้งยังได้เสนอทางเลือก คือ แบ่ง สสร. ออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย
ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนั้น มาจากการเลือกตั้งทางตรงทั้งหมด โดยใช้บัตรเลือกตั้งทั้งหมด 3 ใบ คือ
จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องรอความชัดเจนจากทางรัฐบาล ว่าจะนำแนวคิดดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาหรือไม่
ถัดมาอีกหนึ่งประเด็น คือ การทำประชามติที่ชัดเจนแล้วว่าจะดำเนินการ 3 ครั้ง หรือเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง พร้อมกับข้อสรุปที่ว่าจะใช้เพียงคำถามเดียว คือ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์"
จนเกิดเสียงวิพากษ์จากทางฝ่ายค้านและผู้เห็นต่าง เพราะมองว่าเปรียบเสมือนมัดมือชก และเสี่ยงอาจจบลงด้วยบทสรุปไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากคำถามที่สร้างความสับสน
ท่ามกลางเหล่าบรรดากูรูการเมืองเคราะห์ถึงความพยายาม โดยเฉพาะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของรัฐบาล ประหนึ่งต้องการประวิงเวลาให้การแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ยาก
ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตจาก อดีต กกต. ฝีปากกล้า อย่าง "สมชัย ศรีสุทธิยากร" ซึ่งได้โพสต์ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ 4 ข้อ พร้อมทิ้งท้ายไปยังคำถามที่ดูแล้วไม่เข้าท่า
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Col For All) ซึ่งรวม 43 องค์กร ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความรู้สึกผิดหวังต่อการตั้งคำถามทำประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเตรียมทำข้อเสนอส่งให้กับ ครม. ช่วงเดือน ม.ค. เช่นเดียวกับคณะกรรมการศึกษาแนวทางจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี "ภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกฯ นั่งเป็นประธาน
ขณะที่ "สุขุม นวลสกุล" อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ให้ความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า คงไปไม่เท่าไหร่ เพราะดูแล้วป่านนี้ยังไม่มีเค้าว่าจะเริ่มได้ แค่จะทำประชามติ ก็ยังไม่รู้ ทั้งๆ ที่เคยโฆษณาไว้ว่าจะตั้ง สสร. ตั้งแต่ปีแรก
"ดูแล้วประชามติจะพาไปแค่เพียงว่าจะเอา หรือไม่เอาเท่านั้น ยังไม่มีพิษสงถึงขนาดที่จะแตกแขนง ส่วนจะดำเนินการเสร็จภายใน 4 ปีหรือไม่นั้น ซึ่งปีแรกอาจจะไปไม่ถึงไหนเลย บางคนถึงขั้นพูดว่า 4 ปี คงไม่คืบหน้า หรือท้ายที่สุดลงเอยโดยไม่สำเร็จ"
ด้าน "ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นไว้ว่า ตลอดปี 2567 น่าจะมีการทำประชามติในประเด็นรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยจะมีการรณรงค์กันครั้งใหญ่ และเผชิญหน้ากันเหมือนหาเสียง เพื่อแย่งชิงเสียงและฐานคะแนน โดยเฉพาะหากมีประเด็นที่พรรคก้าวไกลกับเพื่อไทยคิดต่างกัน มีจุดยืนตรงข้าม
ขณะเดียวกัน ปี 2567 อาจจะมีการเลือกตั้ง สสร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผลของการเลือกตั้ง รวมถึงผลประชามติ จะเป็นดัชนีชี้วัดความนิยมทางการเมืองว่าฝ่ายใดมีภาษีดีกว่ากัน ยิ่งเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างก้าวไกล กับเพื่อไทย
ทั้งหมดเป็นเพียงภาพรวมที่พอสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ดังนั้น จึงต้องมาจับตากันดูว่าตลอดปี 2567 บทสรุปการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้เริ่มก้าวเมื่อไหร่