ส่วนที่รัฐบาลระบุว่า จะมีการลดสัดส่วนคนที่ได้รับแจก และแนวทางการหาเงินมาใช้กับโครงงานนี้ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตนคิดว่าในข้อกฎหมาย พ.ร.บ.เลือกตั้ง ปี 2561 มาตรา 72 และมาตรา 5 เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า การหาเสียงคือ
1.จะต้องไม่ให้ ไม่เสนอให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด
2.ไม่ให้มูลนิธิ วัด สถานบันการศึกษา
ข้อห้ามได้ระบุไว้ชัดเจน คือ ห้ามจูงใจที่จะทำให้เกิดความนิยมในพรรคการเมือง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้นการกระทำเช่นนี้มีกฎหมายควบคุมอยู่ ในเมื่อพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามที่ตนเองหาเสียงไว้ ก็จะต้องมีความผิด โทษมีทั้งจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่ต่ำกว่า 10 ปี
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ กกต. ยกคำร้องนี้ไปแล้วและระบุว่า ไม่เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ นายศรีสุวรรณ ชี้แจงว่า เขาอ้างว่าเป็นการใช้เงินงบประมาณตามปกติ แต่ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ระบุไว้ชัดเจนว่า การที่จะออกกฎหมายกู้เงินนั้น ต้องมีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้การร้องเรียนครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้ว เพราะร้องครั้งที่แล้วไม่มีเรื่องการออก พ.ร.บ.กู้เงิน เราร้องเพียงว่าการออกนโยบายแบบนี้ไม่น่าเป็นไปได้ และเมื่อเขาอ้างว่า เป็นการใช้เงินแผ่นดิน จึงไม่เข้าข่ายความผิดตามที่เคยร้อง
แต่ครั้งนี้เข้าข่ายความผิดแล้ว และวันที่ 17 พ.ย.นี้ ตนจะไปร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เนื่องจากว่าเขาพูดมาตลอดว่าจะไม่กู้เงิน โดยนายกฯพูดผ่านสื่อและเวทีหาเสียง แต่มาวันนี้จะมากู้เงิน จึงถือว่าเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อประชาชน อาจเข้าข่ายความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง