เนชั่นทีวี

การเมือง

หมอมิ้ง-สมศักดิ์ โต้คนวิจารณ์เงินดิจิทัล เป็นเรื่องปกติผิดก็ไม่มีใครว่า

10 ต.ค. 2566 | tinakit_rat

หมอมิ้ง-สมศักดิ์ โต้คนวิจารณ์เงินดิจิทัล เป็นเรื่องปกติผิดก็ไม่มีใครว่า

"นพ.พรหมินทร์" โต้คนวิจารณ์แจกเงินหมื่นดิจิทัล ระบุ ทำอย่างรอบคอบ ยึดวินัยการเงินการคลัง ด้าน "สมศักดิ์" ชี้เป็นเรื่องปกติพูดฟรีไม่เข้าเนื้อ ถึงผิดแต่ก็ไม่มีใครว่า

10 ตุลาคม 2566 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีการวิพากษ์วิจารณ์ โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตว่า เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ ในนโยบายทั้งหมด เมื่อเทียบกับต่างประเทศจะพบว่า ประเทศต่างๆ กำลังฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เดินหน้าไปมากกว่าเรา แต่ไทยเดินหน้าไปอย่างช้าๆ แม้กระทั่งไตรมาสที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้า แสดงว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่มีการพูดกัน พร้อมขอให้ลองไปถามประชาชน

ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา จาก 5% ตกลงมาเหลือ 0.3% แสดงให้เห็นว่าความต้องการน้อยลง แต่อัตราดอกเบี้ยจะต้องขึ้นสูงขึ้น เป็น 2.25 และ ทำให้ภาระต่างๆตกไปอยู่ที่ประชาชน ทำให้เกิดหนี้สินต่างๆ ต้นทุนของผู้ประกอบการก็เพิ่มขึ้น ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ดิจิทัลจึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการ ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งเกี่ยวโยง เมื่อภาระของประชาชนสูงขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงาน ทั้งการลดราคาพลังงาน และลดหนี้เกษตรกรที่ทำมาแล้ว

แต่ขณะเดียวกัน อีกด้านเราก็ต้องสร้างรายได้ อย่างมาตรการระยะสั้น จากเรื่องการดันผลักดัน Soft Power ทำให้ประชาชนเกิดรายได้สูงขึ้น ขณะเดียวกันนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังปลดเรื่องกฎหมายที่เป็นภาระ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ส่วนจะมีการเปิดเวทีให้รัฐบาลได้ชี้แจงหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงไปแล้วหลายเวที อย่างเมื่อวานนี้(9 ต.ค.)กระทรวงการคลังได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว เพื่อทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศ จะมีการเจริญเติบโตขึ้น แน่นอนที่สุดว่าภารกิจของรัฐบาล จะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ทุกคนยังเป็นหนี้เป็นสิน จะเห็นได้ว่าในช่วงรายปีที่ผ่านมา หากไปดูสถิติที่ครัวเรือน ไต่สูงขึ้นถึง 90% แสดงว่าปัญหาของประชาชนนั้นหนัก ส่วนจะแก้อย่างไรถือเป็นความท้าทาย หรือจะอยู่เฉยๆจนถาวร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ หากเปลี่ยนเป้าหมายในการดำเนินโครงการ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นหนี้ไปแล้ว ทุกคนเปราะบางไปแล้วหรือยัง แน่นอนว่า การจัดการมีหลายวิธี ให้มีความเท่าเทียมกัน และขณะนี้อย่าลืมว่าผู้ที่มีรายได้มากที่จะซื้อของ หากจะซื้อของเพียง 1 บาท ก็จะมีการซื้อประกบอีกหลายส่วน

เมื่อถามว่า จะมีการเปลี่ยนเงื่อนไขจ่ายให้เด็กอายุ 16 ปีหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ ย้อนถามกลับว่า “เปลี่ยนทำไมครับ” เนื่องจากเงื่อนไขที่เราตั้ง เพื่อที่จะให้ประโยชน์ทั้งหมดที่เคยประกาศไว้ สิ่งสำคัญคือจะจัดการบริหารอย่างไร ทิศทางเรามีอยู่แล้ว เรื่องบริหารการเงินจะทำอย่างไร และที่ผ่านมารัฐบาลไทย รัฐไทยทำให้ประเทศมีหนี้เกือบล้มละลาย และสามารถคืนหนี้ได้ทั้งหมด พร้อมย้ำว่า เรายึดมั่นในวินัยการเงินการคลัง

เมื่อถามว่า แล้วจะตอบประชาชนได้อย่างไร นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ให้ทุกคนเท่าเทียมกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิทธิเท่ากัน คนที่เลือกจะไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร ส่วนคนที่จะใช้ก็ถือว่าเป็นสิทธิ

ขณะเดียวกัน นพ.พรหมินทร์ กล่าวอีกว่า “รัฐบาลที่ผ่านมามีการกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท เราใช้ 500,000 ล้านบาท ผมคิดว่าเราใช้อย่างระมัดระวัง และรู้ว่าเม็ดเงินที่ลงไปจะทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังมีอีกหลายมาตรการไม่ใช่มาตรการเดียว”

ด้าน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลว่า เป็นเรื่องของการคิดและวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งสามารถทำได้ เรื่องนี้ก็เป็นการรับผิดชอบกับนโยบาย ของพรรคการเมืองและรัฐบาลที่มีต่อประชาชน ซึ่งเราต้องคิดมาอย่างดีแล้วถึงดำเนินการ เพราะว่าหากได้รับคำวิจารณ์ว่าดีมันก็ไม่มีเสียง เพราะพรรคการเมืองเขาคิดมาดีแล้ว แต่หากได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่ดี มันก็เป็นข่าวสาร ซึ่งหากทำไปแล้วและออกมาดี มันก็ไม่ได้ผิดอะไร สำหรับคนที่วิจารณ์ว่าไม่ดี เขาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ เขาไม่ได้ขาดทุนหรือเข้าเนื้ออะไร เขาก็คงพูดกันไปตามประสาคนที่มีองค์ความรู้ ก็แสดงออกเป็น 2 มุม และทุกเรื่องมันก็มี 2 มุมทั้งนั้น

เช่นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในวันนี้ หากว่าเราจะแก้ให้ถูกจุดในวันนี้เราก็ยังทำไม่ได้ เมื่อต้นน้ำไม่สามารถที่จะสร้างเขื่อนได้ ก็ต้องแก้ปลายทางที่ปลายน้ำ ก็ต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาล มันก็เหมือนกับเรื่องนี้ อย่าไปคิดว่ามันผิดถูกอย่างไร ขอให้ดูผลของรัฐบาลที่ทำแล้ว ดำเนินการออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าหากทำมาแล้วไม่ดีการเลือกตั้งในสมัยหน้า ก็จะมีผลต่อพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายนั้นๆ ซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยก็รับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนั้น คนที่วิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ฟรีๆ หากผลออกมาดีแม้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ฟรีถึงจะผิดแต่ก็ไม่มีใครว่า ส่วนตัวมองว่าก็ต้องเดินหน้า เพราะเป็นเรื่องที่ประกาศกับสาธารณะแล้ว เพราะฉะนั้นก็คงจะมีอะไรที่ออกมากระทบมากกว่านี้

ข่าวล่าสุด