กลไกเชิงนโยบาย! ท้าทายความมั่นคงชายแดน ในยุคกลาโหมพลเรือน
20 ก.ย. 2566 | sirisak_rue

ความคาดหวังที่สำคัญในยุคที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นพลเรือน คือ ท้าทายความสามารถในเชิงนโยบาย และการกำหนดการชี้นำของอนาคตของประเทศ
การเมือง
20 ก.ย. 2566 | sirisak_rue

ความคาดหวังที่สำคัญในยุคที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นพลเรือน คือ ท้าทายความสามารถในเชิงนโยบาย และการกำหนดการชี้นำของอนาคตของประเทศ
"ทีมข่าวเนชั่นทีวี" ได้คุยกับ รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ขยายความไว้ว่า การกำหนดการชี้นำในเชิงนโยบาย โดยปราศจากการคิดที่มีข้อจำกัดทางด้านระบบ "ราชการแบบเดิม" หรือ วัฒนธรรมการทำงานความมั่นคงแบบ "ข้าราชการประจำ"
หรืออีกด้านหนึ่งย่อมหมายความว่า "พลเรือนที่ควบคุมกระทรวงกลาโหม" ต้องมีการความสามารถในการแสดงวิสัยทัศน์ที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงการแข่งขันความมั่นคง "ระดับโลก" หรือ "การยกระดับกองทัพ" ที่สามารถทำให้ทหารอาชีพมีความเชื่อมั่นในการทำงานด้านความมั่นคงสายพลเรือน
แม้ว่าภารกิจที่สำคัญของ "รัฐบาล" ปัจจุบัน ต้องการนำเสนอให้นโยบายปรับ และพัฒนากองทัพ รวมทั้งการลดจำนวนการเกณท์ทหารลงให้กลายเป็นวาระที่สำคัญของรัฐบาล
แต่ในอีกด้านหนึ่งพบว่า ภารกิจสองประการดังกล่าวข้างต้น อาจเป็นเพียงภารกิจแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่ง ของภารกิจ "กระทรวงกลาโหม" ทั้งหมด ที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในด้านความมั่นคง
เมื่อพิจารณาในตัวเนื้องานที่สำคัญแล้วจะพบว่า "ความมั่นคงด้านชายแดน" เป็นอีกด้านหนึ่งของกระทรวงกลาโหมที่จะต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
ในปัจจุบันความมั่นคง "พื้นที่ชายแดนภาคเหนือ" และความมั่นคง "สามจังหวัดใช้ภาคใต้" ยังมีความต้องการบทบาทของ "รัฐมนตรีกลาโหม" หรือการปฎิบัติหน้าที่ของกลาโหม ที่มีลักษณะ "กระตือรือร้น" หรือสามารถที่จะสร้างมาตรการแก้ไขปัญหา และป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับประเทศมากกว่าการตามปัญหาหรือการลดปัญหาให้เกิดขึ้นแล้วไล่แก้ตามทีหลัง
ในแง่ของ "ความมั่นคงชายแดนภาคเหนือ" ความคาดหวังประการที่สำคัญนั่นก็คือ รัฐมนตรีกลาโหมจะต้องสามารถแสดงท่าทีได้อย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเมียนมา ในยุคสงครามกลางเมืองของเมียนมาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนั้น ฝ่ายกลาโหมของไทยจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงหลัก หรือ คู่ขัดแย้ง "สงครามกลางเมืองพม่า" อย่างไร
เพราะนับตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมืองภายใน ประเทศไทยถูกตั้งข้อกังขามาโดยตลอดว่าให้การสนับสนุน "กองทัพเมียนมา" หรือการสร้างมิตรกองทัพพม่าจนเกินงาม มากกว่าการเป็นประเทศที่ปรารถนาดีต่อคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายในเมียนมา
อีกทั้งหน้าที่ดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นภารกิจของกระทรวงต่างประเทศ แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ในระดับพื้นที่เอง "กระทรวงกลาโหม" ของไทย จะต้องแสดงบทบาทที่สามารถสร้างการยอมรับ ไม่ใช่เฉพาะในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับจากประชาชนภายในประเทศ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ชายแดน
ยิ่งไปกว่านั้นแล้วปัญหาด้าน "ยาเสพติด" ที่เกิดขึ้นอยู่ในบริเวณชายแดนการชูนโยบายว่าต้องการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านกลับต้องพิจารณาให้ไปลงลึกมากกว่านั้น ว่าในข้อเท็จจริงแล้ว "ประเทศเพื่อนบ้าน" เองก็ไม่สามารถที่จะควบคุมกองกำลังที่อยู่ในบริเวณชายแดนได้
โดยเฉพาะพื้นที่ที่ติดกับ "จังหวัดเชียงราย" และ "จังหวัดแม่ฮ่องสอน" กลไกของกลาโหมเอง โดยเฉพาะส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการชายแดน จะต้องสามารถชี้นำ และกำหนดให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กลไกด้านกลาโหมจะสามารถเจรจา หรือ "ลดทอนภาวะ" ที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามด้านยาเสพติดได้อย่างไร
และเมื่อพิจารณาในกรณีของปัญหาใน "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" ความท้าทายที่ถูกกดดันมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการลดจำนวนทหารในพื้นที่ การสร้างขวัญและกำลังใจ "กำลังพล" ในระดับพื้นที่ หรือแม้แต่กระทั่งบทบาทของกลาโหม ในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
"กลาโหม" ในปัจจุบันจะต้องสามารถกำหนด และชี้นำให้เห็นได้ว่ากลไก หรือวิธีการเจรจาสันติสุข หรือแม้แต่กระทั่งระดับสากล ที่เรียกว่ากระบวนการสร้างสันติภาพนั้น ฝ่ายความมั่นคงจะมีแนวทางเสริมหนุนให้กลไกดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพ หรือลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่อย่างไร
และนั่นย่อมหมายถึง การเจรจากับ "คู่ขัดแย้ง" ฝ่ายใดที่จะสามารถกำหนดเป็นแนวทางสามารถทำให้เกิดเสถียรภาพ และความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทยให้เกิดขึ้นจริง
แต่สิ่งที่มีความยากและท้าทายไปมากกว่านั้น เมื่อพิจารณาผนวกร่วมปัญหาทั้ง "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" และพื้นที่ของชายแดนภาคเหนือแล้ว จะพบว่าภารกิจของกลาโหมไทยในปัจจุบัน คงไม่สามารถพิจารณาได้เฉพาะในระดับกระทรวงเท่านั้น
แต่ยังต้องพิจารณาไปถึงระดับการควบคุมนโยบายความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลไกในการรักษาความมั่นคง ทั้งการสนับสนุนจาก "รองนายกรัฐมนตรีความมั่นคง" และกลไกในเชิงนโยบายอย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้ง กลไกรักษาความมั่นคง ที่อาจส่งผลกระทบต่อปัจจัยแทรกซ้อนระดับพื้นที่ โดยเฉพาะสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ซึ่งกลไกทั้งหลายเหล่านี้ในปัจจุบัน ยังพบว่า ยังมีความสับสนทั้งในแง่การ "โยกย้ายบุคคล" ที่มีความรู้และศักยภาพในการขับเคลื่อนความมั่นคงให้กับรัฐบาลเอง หรือ ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลมีความคลุมเครือในแง่ของ "ปฏิรูปกลไกด้านความมั่นคง" ที่ส่งผลกระทบต่อการควบคุมความมั่นคงชายแดนในองค์รวม
การเลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในการขับเคลื่อน "กลไกราชการ" ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง แม้ว่าจะเป็นภารกิจที่สำคัญของฝ่ายบริหาร หากแต่ฝ่ายบริหารจะต้องตระหนักเช่นเดียวกันว่า ความมั่นคงของประเทศไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งทางด้านการเมืองในองค์กรเท่านั้น
ในทางกลับกันยังเป็นส่วนหนึ่งในการธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ผ่านการสร้างความกระจ่างทั้งในแง่ของนโยบาย และการคัดสรรบุคคล ไปทำหน้าที่ดังกล่าวในปัจจุบัน ย่อมหมายความว่าเป็นการ "สร้างความมั่นใจ" ให้กับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น
ฉะนั้น "รัฐมนตรี" ที่จะต้องรับผิดชอบ หรือแม้แต่กระทั่ง "ข้าราชการ" ที่ไปรับตำแหน่งในหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ จึงไม่ใช่เป็นการทำงานในฐานะของการ "ฝึกงาน" แต่ต้องพร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที