ผู้เชี่ยวชาญเตือนภัย AI บริหารการเงิน เสี่ยงกักตุนเงินจุดวิกฤตโลก
15 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ผู้เชี่ยวชาญการเงินระดับโลกเตือนกลางเวที IMF-World Bank 2026 กรุงเทพฯ ชี้อนาคตให้ AI บริหารเงินแทนคน อาจเสี่ยงทำเงินทุนเหือดหายจุดวิกฤตสภาพคล่องโลก
Business
15 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ผู้เชี่ยวชาญการเงินระดับโลกเตือนกลางเวที IMF-World Bank 2026 กรุงเทพฯ ชี้อนาคตให้ AI บริหารเงินแทนคน อาจเสี่ยงทำเงินทุนเหือดหายจุดวิกฤตสภาพคล่องโลก
KEY
POINTS
โลกการเงินกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การวิเคราะห์ข้อมูลตลาด แต่กำลังขยับขึ้นมาเป็นผู้ตัดสินใจบริหารเงินทุน และดำเนินธุรกรรมเคลื่อนย้ายสินทรัพย์แทนมนุษย์โดยอัตโนมัติ ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ซึ่งเปิดทางให้เงินทุนหลายล้านล้านดอลลาร์สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์
อย่างไรก็ดี เบื้องหลังความสะดวกสบายและความเร็วระดับเครื่องจักร กลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ เนื่องจากหาก Agentic AI ของสถาบันการเงินจำนวนมากทั่วโลกตรวจพบสัญญาณอันตรายในตลาดเดียวกัน แล้วตัดสินใจกักตุนเงินสด หรือถอนสภาพคล่องออกพร้อมกัน อาจส่งผลให้ปริมาณเงินทุนในตลาดหดตัวและเหือดหายไปอย่างฉับพลัน ในระดับความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถเข้ามารับมือได้ทัน
ประเด็นความเสี่ยงและโอกาสดังกล่าว ได้ถูกยกขึ้นมาถกเถียงอย่างลึกซึ้งบนเวทีเสวนาอนาคตโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงิน ภายในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างเข้มข้น
นายนาวีน มัลเลลา หัวหน้าฝ่ายการชำระเงินระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ชี้ว่า จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของการเงินไร้รอยต่อ คือการทำให้สถาบันการเงินเข้าถึงสภาพคล่องได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านการทำ Tokenization ในตลาดตราสารหนี้และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างวัน อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำ AI มาใช้ แม้ควรเปิดทางให้อิสระในการตัดสินใจมากขึ้น แต่ต้องตั้งอยู่บนขอบเขตวงเงื่อนไขที่ชัดเจน เพราะความน่ากลัวของ AI ยุคใหม่คือ สามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจทำธุรกรรมได้เอง ไม่ใช่เพียงทำตามคำสั่งล่วงหน้า หาก AI ของหลายธนาคารเห็นความเสี่ยงพร้อมกันแล้วกดปุ่มกักตุนสภาพคล่อง การตัดสินใจที่ถูกต้องของแต่ละตัว อาจรวมกันกลายเป็นตัวเร่งวิกฤตสภาพคล่องทั้งระบบทันที
ด้าน นายอลัน ลิม ผู้อำนวยการสำนักงานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและปัญญาประดิษฐ์ จากธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ระบุถึงความท้าทายว่า การนำ AI ซึ่งประมวลผลบนพื้นฐานความน่าจะเป็นมาใช้กับระบบการเงิน ต้องมีระบบระบุตัวตนที่ชัดเจน และตรวจสอบขอบเขตอำนาจย้อนหลังได้ โดยเฉพาะในอนาคตที่ AI อาจต้องติดต่อและทำธุรกรรมระหว่าง AI ด้วยกันเอง
ขณะที่ นางวาเลรี อูร์แบ็ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Euroclear ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการชำระราคาหลักทรัพย์ชั้นนำของยุโรป เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังร่วมมือกับธนาคารกลางในการแปลงตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นภาคเอกชนมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์เป็นโทเคนดิจิทัล ซึ่งแม้การให้ AI ส่งคำสั่งจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ การเปิดเผยตัวตนว่าคำสั่งมาจาก AI, การมีระบบควบคุมความเสี่ยง และสถาบันการเงินผู้ใช้งานต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของธุรกรรมนั้นๆ ไม่สามารถโอนความรับผิดชอบให้เครื่องจักรได้
ส่วน นายเควิน หว่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ SWIFT ให้ความเห็นว่า อนาคตการเงินควรมุ่งเน้นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีใหม่เข้ากับโครงสร้างเดิม เพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบกระทบยอด (Reconciliation) และลดต้นทุนธุรกรรมลง
ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องกันว่า สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งวางมาตรการรับมือเชิงป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบหยุดการทำงานฉุกเฉิน (Kill Switch), การจัดทำแบบทดสอบภาวะวิกฤตของระบบการเงิน (Systemic Stress Tests) รวมถึงการคงบทบาทให้มนุษย์เข้ามาแทรกแซงและกำกับดูแลเมื่อจำเป็น เพราะในโลกที่ AI สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนได้เพียงเสี้ยววินาที ความเร็วที่ไร้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ย่อมกลายเป็นชนวนลุกลามสู่วิกฤตการเงินโลกครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว