ในแง่ของกระบวนการสันติภาพ การใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการยุติความขัดแย้งนั้นมักจะเป็นเครื่องมือชิ้นสุดท้ายภายหลังที่มีการเจรจาและสร้างข้อตกลงหยุดยิงที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในกรณีของเมียนมานั้นความขัดแย้งได้เกิดขึ้นและรุนแรงอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งประเทศ การเจรจาใดๆหรือแม้แต่กระทั่งการเข้าไปทำหน้าที่ของผู้แทนพิเศษของอาเซียนเองก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะประเด็นการหยุดยิง นอกจากนั้นแล้วหากพิจารณาบริบทของเมียนมาเองการเลือกตั้งอาจจะนำพาไปสู่สิ่งที่เลวร้ายมากกว่าเดิมโดยเฉพาะการออกกฎหมายสกัดฝ่ายตรงกันข้ามที่กล่าวถึงในขั้นต้น นอกจากจะทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามไม่สามารถสมัครลงรับการเลือกตั้งแล้ว ยังก่อให้เกิดการต่อต้านการเลือกตั้งต่อเนื่อง
การมองว่าการเลือกตั้งคือการ สืบทอดอำนาจของกองทัพ ปรากฏการณ์ต่อต้านการเลือกตั้งในทางปฏิบัติจึงเกิดขึ้นในหลากหลายพื้นที่นับตั้งแต่การโจมตีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การก่อกวนการเก็บรายชื่อจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงการเลือกตั้งของฝ่ายรัฐ และได้อนาคตเองฝ่ายต่อต้าน ยังวางแผนในการบอยคอตหรือรณรงค์ให้ประชาชนไม่ออกเสียงไปเลือกตั้ง ด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย
บริบทดังกล่าว จึงอาจจะทำให้เห็นภาพในอนาคตได้ว่าหากรัฐบาลยังแข็งขืน ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการยุติความขัดแย้งไปอนาคตของเมียนมาจึงไม่ได้เดินก้าวออกไปสู่อนาคตที่ดี แต่คือการเดินเข้าไปสู่อนาคตที่ไร้ความหวังมากยิ่งขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง กองทัพเมียนมาและรัฐบาลทหารก็ยังกังวลใจอยู่เช่นเดียวกัน ว่าการเลือกตั้งในอนาคตจะสามารถบรรลุผลตามความต้องการของตนเองได้หรือไม่ จึงตัดสินใจขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินไปอีก 6 เดือน ซึ่งแต่เดิมจะต้องถูกยุติภายในวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา
แต่การขยายออกไปนั้น หากมองในแง่ยุทธศาสตร์แล้ว คือการสร้างความมั่นใจว่าตัวเองสามารถควบคุมเสถียรภาพ และพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผลกระทบที่สำคัญของการสร้างความมั่นใจดังกล่าวนี้ นั่นก็คือ กระบวนการปราบปรามและทำลายฝ่ายตรงข้ามจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้ถูกทรมานในสงครามกลางเมืองย่อมเพิ่มขึ้นมากมายด้วยเช่นเดียวกัน
ท่าทีของอาเซียนต่อไปในอนาคตจึงไม่ได้เป็นเพียงการพยายาม ทำให้การยุติความรุนแรงในเมียนมาเกิดขึ้นแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังต้องชี้ชวนให้เมียนมาเห็นได้ว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกแรกและเป็นทางออกสำคัญ แต่ทางออกอื่นควรได้รับการปฏิบัติก่อน โดยเฉพาะการยุติการใช้ความรุนแรงหรือทำให้การเจรจาหยุดยิงนั้นบรรลุผล
นอกจากนั้นแล้ว หากต่อไปในอนาคต ท่าทีของประเทศมหาอำนาจ กลุ่มอาเซียน หรือแม้แต่กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศไทยเองยอมรับการเลือกตั้ง สภาพการณ์จะกลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้ามนั่นก็คือ กลุ่มอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านจะกลายเป็นประเทศที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง และในทางเลวร้ายที่สุดก็จะกลายเป็น "กลุ่มประเทศที่สนับสนุนการก่ออาชญากรรมสงคราม" ไปโดยปริยาย