เส้นทางการเมือง
เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2544 และ 2548 ต่อมาได้สมัครในระบบเขตเลือกตั้ง ที่จังหวัดมหาสารคาม ในนามพรรคพลังประชาชน ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย โดยในปี พ.ศ. 2551 เขาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน
หลังจากนั้น ปี 2562 นายสุทิน ได้รับเลือกเป็น สส. จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวิปฝ่ายค้าน ซึ่งเขามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่อภิปรายในสภา ตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายครั้ง
โดยเฉพาะการอภิปรายคุณสมบัตินายกฯ การกล่าวอภิปรายในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 การอภิปรายระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา การอภิปรายพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 13 ฉบับ
จากนั้นในปี 2563 นายสุทิน คลังแสง ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ให้เป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กระทั่งในการเลือกตั้ง สส. ครั้งล่าสุด ปี 2566 เขาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 พรรคเพื่อไทย เนื่องจากผลการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ 29 ที่นั่ง
"กลาโหม" สำคัญไฉน ?
การเอาพลเรือนมาคุมทหาร ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นการด้อยค่ากองทัพ เพราะหากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของกระทรวงกลาโหม บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็น “ทหาร” เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีพลเรือนเลย เพราะนับจากปี 2540 มี “พลเรือน” ที่เคยได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็น รมว.กลาโหม มาแล้ว 4 คน
แต่ทั้ง 4 คนนี้ ยังสวมหมวกอีกใบ คือ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ย้อน "4 พลเรือน" คุมกลาโหม
นายชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี พร้อมควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม (14 พ.ย. 2540 - 5 ก.พ. 2544)
พลเรือนคนแรกที่ได้เป็น รมว.กลาโหม คือ นายชวน หลีกภัย เป็น เพื่อกระชับอำนาจทางการเมือง เนื่องจากในห้วงนั้นความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพไม่ราบรื่นนัก
นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี พร้อมควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม (6 ก.พ. 2551- 9 ก.ย. 2551)
เพื่อสร้างบรรยากาศไม่ให้เกิดบรรยากาศการเป็นศัตรูกับบรรดาบิ๊กทหาร
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายกรัฐมนตรี พร้อมควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม (24 ก.ย. 2551 -2 ธ.ค. 2551)
เพื่อสร้างบรรยากาศไม่ให้เกิดบรรยากาศการเป็นศัตรูกับบรรดาบิ๊กทหาร
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี พร้อมควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม (30 มิ.ย. 2556 - 7 พ.ค.2557)
เพื่อถ่วงดุลอำนาจการเมืองกับบรรดาบิ๊กทหาร ขณะนั้นมีกระแสต่อต้านจากหลายฝ่ายในกองทัพ โดยมุ่งเป้าโจมตี ไม่มีประสบการณ์ทางการทหาร
หาก นายสุทิน คลังแสง ได้เป็น รมว.กลาโหม คนที่ 42 จะถือเป็น “พลเรือน” คนที่ 5
และเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของกระทรวงกลาโหม และการเมืองไทย ที่เป็น รมว.กลาโหม แต่ไม่ได้นั่งควบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
โดยจะมีบทบาทและอำนาจ คุมงานด้านความมั่นคงของประเทศ ที่มีกำลังพล 3 เหล่าทัพในสังกัด มากถึง 305,860 นาย รวมทั้งบริหารงบประมาณกระทรวงกลาโหม ถึง 198,562 ล้านบาท ตามงบประมาณปี 2567
แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว จะได้รับการยอมรับ จาก “กองทัพ” หรือไม่ เป็นเรื่องที่ "ว่าที่ รมว.กลาโหม" จะต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน