ถ้าไม่ระวัง ความขัดแย้งภายในพรรคจะขยายวงออกไป ผู้นำในพรรคบางคนอาจจะถอนตัวออกไป แม้ผมไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการตั้งรัฐบาล 11 พรรค แต่ก็ไม่หวังให้พรรคเพื่อไทยเสื่อมลงเพราะคนที่มีอุดมการณ์หนีหายไป ความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าจะมีการก้าวข้าม
เพราะพรรคได้เปลี่ยนฐานะมาเป็นแกนนำรัฐบาลและต้องรับผิดชอบต่อการนำพาประเทศ ที่ผ่านมาเศรษฐาลอยตัวจากการเมืองภายในพรรค สนิทสนมเฉพาะกับสมาชิกพรรคบางคนที่คอยช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาทางการเมือง และเคยกล่าวว่านักการเมืองที่ดีในสายตาของเศรษฐาคือ"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" มิใช่หรือ สมควรหรือที่"เศรษฐา"จะไม่รับรู้หรือไม่กังวลใจเกี่ยวกับเรื่องภายในพรรค
สมควรหรือที่"เศรษฐา"จะลอยตัวและสนใจเฉพาะเรื่องนอกพรรค อย่าลืมว่าพรรคคือฐานที่มาของการเข้าสู่อำนาจ การช่วยพรรคก้าวข้ามความขัดแย้งอาจไม่ใช่ภาระหน้าที่โดยตรง แต่เป็นเรื่องจำเป็นมิใช่หรือ ผู้นำอาจจะต้องมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้เห็นต่างคอยให้คำปรึกษา เหมือนมีที่ปรึกษาฝ่ายค้านนั่นแหละ จึงจะสามารถเลือกทางสายกลางได้
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2566 พรรคร่วม 11 พรรคได้มีแถลงการณ์ในการจัดตั้งรัฐบาล มีข้อความตอนหนึ่งว่า “จะนำนโยบายที่เพื่อไทยหาเสียงไว้เป็นนโยบายหลักของประเทศ เช่น ... แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และยังคงไว้ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์” ผมค้นหานโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในในเว็บไซต์ของ PPTV พบข้อความว่า
“พรรคเพื่อไทยจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและผ่านขั้นตอนการออกเสียงลงประชามติโดยประชาชน”
โปรดสังเกตว่า นโยบายหาเสียงใช้คำว่า "จัดทำ" แต่เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมใช้คำว่า “แก้ไข” อีกประการหนึ่ง ในนโยบายใช้วลี “คงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 255 ที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้” แต่เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ใช้วลีว่า "ยังคงไว้ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์"
เป็นที่ทราบกันพอสมควรว่า บางคนในฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ แต่อาจยอมได้ถ้าจะเปลี่ยนนโยบายมาเป็นแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกหมวด ยกเว้นหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์
ในเรื่องนี้ขออ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ที่ระบุว่า “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด 15/1 ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อันเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้
หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป” แปลความว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รัฐสภาทำได้แต่ต้องขออำนาจจากประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติก่อน
คำถามในปัจจุบันก็คือว่า ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดต่าง ๆ ยกเว้นหมวด 1 และ 2 ซึ่งไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เสียเลยนั้น จะต้องจัดให้มีการลงประชามติตามที่กล่าวไว้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ สรุปก็คือ พรรคเพื่อไทยกำลังแปลงสารจากนโยบายเดิม (จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) มาเป็นนโยบายใหม่ (แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราต่าง ๆ ยกเว้นหมวด 1 และ 2) ใช่หรือไม่
ภาคประชาสังคม เห็นว่าควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ จึงมีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ และกำลังรวบรวมลายมือชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 ชื่อ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการออกเสียงประชามติ โดยถามประชาชนว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่ารัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ในข้อตกลงร่วม (MOU) ที่พรรคการเมือง 8 พรรคได้ลงนามเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ข้อตกลงข้อแรกคือ
"1. ฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนให้เร็วที่สุด โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน”
ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลยังคงมีเจตนารมณ์เดิมที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ทั้งฉบับ ตามที่เคยถามศาลรัฐธรรมนูญ) ถ้าพรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนเจตนารมณ์มาเป็นแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดต่าง ๆ ยกเว้นหมวด 1 และ 2 ก็จะเป็นจุดขัดแย้งกับส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม และกับพรรคก้าวไกลก็เป็นได้
ผมเพียงแต่หวังว่าจะมีคำอธิบายที่ชัดเจนและรีบดำเนินการอย่างเต็มที่ อย่าให้เหมือนกับสี่ปีที่ผ่านมา ที่ใช้ลูกไม้ถ่วงเวลาและวนไปวนมา สุดท้ายกลับมาอยู่ที่เดิม เพราะไม่จริงใจจะแก้ไขโครงสร้างการเมืองให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยมากกว่าที่เขียนในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ทั้งนี้ อาจจะต้องทบทวนในเรื่องศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อให้ยึดหลักความเที่ยงธรรมมากกว่าหลักรัฐศาสตร์
อีกเรื่องหนึ่งที่น่ากังวลคือ สารพัดนโยบายที่ประกาศออกมานั้นจะต้องใช้จ่ายงบประมาณเป็นอันมากเพื่อ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ในเรื่องนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแถลงในการเปิดตัวพรรคร่วม 11 พรรคเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า “พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วม กราบเรียนว่า ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจคือปัญหาสำคัญลำดับแรกที่ต้องเร่งแก้ไข ... ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ธุรกิจขนาดเล็กและกลางได้รับการกระทบมานาน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย”
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่แสดงถึงความตระหนักในเรื่องที่พึงระวังว่าจะ "ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า บริหารงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ สร้างความร่วมมือเชิงบวกกับภาคเอกชน ภาคการต่างประเทศ ทำให้ทั้งภาคประชาชนและราชการเติบโตไปพร้อม ๆ กัน"
ผมเข้าใจว่าพรรคก้าวไกลเน้นการจัดสวัสดิการสังคมและเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางมากกว่าการแจกเงิน "เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ" ดังความในข้อตกลง (MOU) ข้อ 14. ว่าจะ "สร้างระบบสวัสดิการดูแลประชาชนตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงวัย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและภาระทางการคลังระยะยาว"
ผมเข้าใจว่าประชาชนชอบการแจกเงิน พอทราบข่าวว่าจะมีการแจกเงิน 10,000 บาทที่เป็นเงินดิจิทัล ก็ตื่นเต้นแล้ว มิจฉาชีพก็อ้างเรื่องนี้เพื่อหลอกลวงประชาชนแล้ว ถ้าจะแจกเงินบำนาญผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ประชาชนก็ชอบมากกว่าการเข้าสู่ระบบการออม ฯลฯ
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบ 19.6 ล้านคน คิดเป็น 52% ของผู้มีงานทำ 37.7 ล้านคน แรงงานนอกระบบถือเป็นกลุ่มเปราะบางเนื่องจากมีรายได้ต่ำ ไม่มีสวัสดิการในหลายกรณี มีปัญหาหนี้สิน และออมเงินน้อย ประเด็นเชิงโครงสร้างคือการทำให้ผู้มีงานทำทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งจะแก้ไขปัญหาหลายปัญหาในระยะยาว
ประเด็นนี้ควรได้รับความสนใจจากรัฐบาลพอ ๆ กันหรือมากกว่าการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ที่ทำกันมาหลาย ๆ ครั้งหลายหนแล้วในแบบไฟไหม้ฟาง ผมไม่รู้ว่าการนำพาแรงงานนอกระบบให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมจะนับเป็นหัวข้อความขัดแย้งเชิงนโยบาย รวมทั้งความขัดแย้งกับแรงงานนอกระบบเองได้หรือไม่ กระนั้น ยังอยากหวังว่าเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ควรหาคำตอบในเร็ววัน
มีนโยบายข้อหนึ่งของข้อตกลง (MOU) 8 พรรคที่น่าสนใจ นั่นคือข้อตกลงข้อ 6. ความว่าจะ "ผลักดันการกระจายอำนาจทั้งในแง่ภารกิจและงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ปราศจากการทุจริต"
คำแถลงจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรคกล่าวถึงนโยบายหลายข้อ “เช่น ดิจิทัลวอลเลต, ที่ดินทำกิน, ค่าแรง 600 บาท, เงินเดือน 25,000 บาท, เกณฑ์ทหารสมัครใจ, เพิ่มราคาพืชผลการเกษตร, แก้ปัญหาเกษตร, แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้, กัญชาทางการแพทย์, และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และยังคงไว้ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์” แต่ไม่กล่าวถึงการกระจายอำนาจ ไม่กล่าวถึงก็ไม่เป็นไรหากมีอยู่ในใจแล้ว
ส่วนนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในวันเข้าดำรงตำแหน่งอย่างกว้าง ๆ ข้อความที่พอตีความได้บ้างว่าเกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจคือจะ “สร้างสังคมที่เคารพอัตลักษณ์ เคารพความแตกต่างทางความคิด และเคารพกฎกติกาในกรอบระเบียบและกฎหมาย สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและตรงไปตรงมา
ภาคประชาสังคมได้รณรงค์เรื่องการกระจายอำนาจให้แก่การปกครองส่วนท้องถิ่น การลดบทบาทหน้าที่ของการปกครองส่วนภูมิภาค และเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อมาบริหารราชการส่วนท้องถิ่นและเกือบทั้งหมดของราชการส่วนภูมิภาค ในเรื่องนี้พรรคก้าวไกลมีนโยบายที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อถามประชาชนว่าควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่ ส่วนพรรคเพื่อไทยมีนโยบายนำร่องที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในสี่ภูมิภาค ภูมิภาคละหนึ่งจังหวัด จึงต้องติดตามต่อไปว่า
คำแถลงของพรรคร่วม 11 พรรคที่ว่า "พรรคร่วมจะนำนโยบายมาบูรณาการร่วม พร้อมปรับเสริมนโยบายของพรรคร่วมให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด และจะนำมาจัดทำเป็นนโยบายร่วมกัน เพื่อแถลงต่อรัฐสภาต่อไป" นั้น
นโยบายร่วมจะกล่าวถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยหรือไม่ เรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ มิให้อำนาจมารวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางและคณะรัฐมนตรี แต่ที่ผ่านมา พอได้เป็นรัฐบาล นักการเมืองก็แอบปลาบปลื้มกับอำนาจรวมศูนย์ที่ตนมี โดยมองว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว และเพลินอยู่กับความคิดที่ว่า ในเมื่อตนเองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินใจให้คนในท้องถิ่นก็เป็นประชาธิปไตยพอแล้ว ซึ่งไม่น่าจะตรงกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่าจะ “สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง"
ความหวังของผมคือ ขอให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องการกระจายอำนาจเทอญ
ผมขอแสดงความยินดีกับผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้ง ผู้อยู่ในฐานะที่จะช่วยให้ประชาชนทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส.ส. คือตัวแทนของราษฎร
ราษฎรจึงขอฝากความหวังว่า แม้ความขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขอให้ ส.ส. มีความมุ่งมั่นเช่นเดียวกันทุกคนในอันที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งจะมีอานิสงส์ข้อหนึ่ง คือการสร้างความสามัคคีกันนั่นเอง