"ผมคิดว่าการจะประกาศให้การเลือกตั้งทั่วไปเป็นโมฆะทั้งหมด ต้องมีเหตุผลที่หนักหนาสาหัสจริงๆ ฉะนั้นหากมีข้อสงสัยเรื่องนี้ ผมคิดว่าเคลียร์เรื่องนี้ก่อนจะไปถึงจุดนั้น โดย กระทรวงมหาดไทย และ กกต.น่าตัดสินได้ในเรื่องนี้ ส่วนข้อกฎหมายอื่นๆ ถ้ามหาดไทย กกต.ไม่แน่ใจ ก็ปรึกษานักกฎหมาย ที่รู้เรื่องนี้ชัดเจน เพราะหากปล่อยสถานการณ์จนเรื่องไปถึงศาลรธน. ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เสียหายมากมายเหมือนเล่นตลก"
"นายโคทม" ยังได้กล่าวถึง กรณี "กกต."ได้หารือ"นายวิษณุ เครืองาม" รองนายกฯ โดยเปรยถึงภายหลังกฎหมายลูกการเลือกตั้งประกาศใช้ ขอเวลาทำงาน 45 วัน "นายโคทม" กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ผู้มีอำนาจคิดว่าเหมาะสม 45 วัน ไม่มีน้ำหนักเพียงพอเพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค การ"ยุบสภา"เป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ถ้าแบ่งเขตไม่เสร็จก็"ยุบสภา"ได้ เพราะมีกฎหมายเลือกตั้งพร้อมแล้ว ถ้า"ยุบสภา" คุณไปดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายแบ่งเขตให้เสร็จหลังจากนั้น แล้วมีเวลาเตรียมการเลือกตั้ง สรรหาผู้สมัคร เป็นเรื่องความรับผิดชอบฝ่ายเทคนิคอย่างกกต. และความรับผิดชอบของพรรคการเมืองที่จะดำเนินการให้ทัน
อีกอย่าง "ยุบสภา"ทำให้เวลายาวขึ้น เลือกตั้งพ้น 45 วันไปแล้ว แต่ไม่เกิน 60 วัน สามารถเอาให้เต็มที่เลย ช้า 15 วัน ก็ยังได้ ถ้าแบ่งเขตไม่ทัน เป็นสองประเด็นแยกกัน เทคนิค กระบวนการที่ต้องทำ กับการ การตัดสินใจทางการเมืองที่จะยุบสภา ไม่จำเป็น ต้องรอให้แบ่งเขตเสร็จถึงยุบสภา
"นายโคทม" กล่าวว่า ความเห็นส่วนตน มองจากไทม์ไลน์การเลือกตั้ง น่าจะยุบก่อนหมดวาระสภา 23 มีนาคม 2566 เพราะถ้ายุบก่อน เวลายาวขึ้น 45 - 60 วันจัดการเลือกตั้ง เปิดโอกาสให้เวลา ส.ส.ไปสังกัดพรรคมีเวลา 30 วัน ไม่น่ายุบสภาก่อน วันที่ 6 ก.พ. เพราะอาจมีกฎหมายบางฉบับที่รัฐบาลต้องการทำให้สำเร็จ หรืออาจมีประเด็นอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติซึ่งคาดว่าจะอภิปรายระหว่างวันที่ 15- 16 ก.พ.ตรงนี้จะเป็นโอกาสฝ่ายค้านและรัฐบาลให้ข้อมูลประชาชนรับทราบ ถ้าจะยุบสภาก่อนวันที่ 14 ก.พ. จะถูกครหาหนีอภิปรายอีก
"ฉะนั้น ถ้าจะให้ดี หลังวันที่ 15 -16 ก.พ. แต่ถ้าเลยไปมากๆ เช่นสภาปิดสมัยประชุม 28 ก.พ. แล้วยังไม่ยุบสภา ประชาชนอาจตั้งข้อสงสัย หมดสมัยประชุมแล้ว จะยุบทำไม ถ้าจะอ้างประหยัดงบประมาณก็ไม่ใช่ การยุบสภา อาจอยู่ระหว่างช่วง 15 - 28 ก.พ. สุดท้ายคงต้องเดาใจนายกรัฐมนตรี" นายโคทม กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 "นายสมชัย ศรีสุทธิยากร" อดีตกกต.ได้ออกมาโพสต์ข้อความ โดยระบุว่า กกต.คำนวณจำนวน ส.ส. โดยเอาคนที่ไม่มีสัญชาติไทยมารวมด้วย
ข่าวล่าสุดวันนี้ 30 มกราคม 2566 กกต.ประกาศจำนวน ส.ส. เขตในแต่ละจังหวัด โดยเอาจำนวนราษฎร 66,090,475 คน หารด้วย 400 ได้จำนวนราษฎรเฉลี่ย 165,226 คนต่อจำนวน ส.ส. 1 คน โดยอ้างข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลาง กระทรวงมหาดไทย สิ้นสุดเมื่อ 31 ธันวาคม 2565
เมื่อดูข้อมูลของสำนักทะเบียนกลางที่ลงในราชกิจจานุเบกษา พบว่า มีการแยกราษฎร เป็น 2 ประเภท คือที่มีสัญชาติไทย 65,106,481 คนและไม่มีสัญชาติไทย 983,994 คน
รวมเป็น 66,090,475 คน
การคำนวณราษฎร ตามมาตรา 86 ของรัฐธรรมนูญ แม้ไม่มีการระบุชัดเจนว่าราษฎรหมายถึงใคร แต่การตัดสินใจเอาคนที่ไม่สัญชาติไทยมารวม ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่
เพราะหากเอามารวมแล้วคิดเพิ่มจำนวน ส.ส.เขตได้ ต่อไป จังหวัดที่มีคนสัญชาติอื่นมาอยู่มาก ๆ ก็จะได้ ส.ส.เขตเพิ่ม
คิดแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือไม่ ฝากไปพิจารณากัน