นายเศรษฐา กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าจีดีพีของ จ.ภูเก็ต ต่ำมาก ก็ต้องดูเรื่องการลดหนี้และเพิ่มรายได้ จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก วันนี้ (26ส.ค.) ตนไม่ได้มาคนเดียว แต่ยังมี นพ.พรหมมินทร์ ที่เคยเป็นอดีตเลขาของอดีตนายกฯ "นายทักษิณ ชินวัตร" และคณะทำงานของพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังมีว่าที่รัฐมนตรีหลายคนที่เดินทางมาด้วย ซึ่งก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะระบุว่าเป็นใครบ้าง ก็ได้มารับฟังปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องการสร้างสนามบินใหม่
ส่วนปัญหาเรื่องการลงทุนทั้งหมด ตนก็ได้มาดู มีโครงการเยอะไปหมด แล้วก็มีวิธีการในการวิเคราะห์แตกต่างกันไปบางอันได้ผลตอบแทนต่ำ หรือบางอันก็ไม่ได้ผลตอบแทนเลย แต่ถ้าดูในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาค ถึงแม้โครงการนั้นอาจจะไม่คุ้มการลงทุน แต่ถ้าหากดูองค์รวมของการพัฒนาเศรษฐกิจของทางภูมิภาค ผลตอบแทนก็น่าจะคุ้ม เพราะฉะนั้นการดูโครงการของพรรคเพื่อไทย หากได้รับการถวายสัตย์เรียบร้อยแล้วก็คงไม่ดูแยกเป็น project แต่จะดูทั้งภูมิภาค และไม่ใช่แค่เชิงรุก แต่ต้องกลับมาดูหลังบ้านด้วย เช่น ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม โรงขยะ การบำบัดน้ำเสีย สิ่งเหล่านี้จะต้องควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค
สำหรับเรื่องของความมั่นคงก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่น การยกเลิกฟรีวีซ่าทั้ง จีน อินเดีย รัสเซีย ที่ถือเป็นตลาดใหญ่ เขาก็อยากจะอยู่มากกว่า 30 วัน ก็จะพยายามขยายออกไปให้มากจนถึง 90 วัน จะไปเปิดทำให้การเข้ามาในประเทศไทยสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนการทำการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการพักระยะยาว เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศ จะเข้ามาแน่นอน แต่ถ้าหลายจังหวัดเปิดการท่องเที่ยวลักษณะนี้พร้อมๆ กัน อาจจะทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากร จึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย
"เรายังมองถึงการขาดงานเรื่องการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ที่ต้องการการ training ที่ดี เราต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาส่วนนี้" นายเศรษฐา กล่าว
ส่วนเรื่องแนวคิด ครม.สัญจรก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้ายกมาทั้ง ครม.ใหญ่ ก็ต้องให้ความสำคัญกับทั้งจังหวัดนั้นๆ อย่างมาก แต่หากมาเป็นคณะเล็กๆ ก็อาจจะคล่องตัวมากกว่า โดยอาจจะมีการแยกไปเป็น ครม.เศรษฐกิจ หรือ ครม.ความมั่นคง เป็นแบบกรุ๊ปเล็กๆ ก็อาจจะคล่องตัวได้ประโยชน์มากกว่า สิ่งเหล่านี้ที่ได้รับฟังมา ตนก็พยายามจะ cover ให้ได้ทุก point และยืนยันว่าจะกลับมาใหม่อย่างแน่นอน