ขณะที่ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" อดีตผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง หลังพรรคเพื่อไทยหันไปจับขั้วรัฐบาลเดิมตั้งรัฐบาล ให้ความเห็นกับเนชั่นทีวีว่า
"เป็นภาพใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ก็สะท้อนว่านายกฯ คนใหม่ กับนายกฯ คนเก่า แสดงอัธยาศัยไมตรีกัน คงจะต้องการส่งสัญญาณว่าบ้านเมืองน่าจะช่วยกันคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ว่านั่นเป็นเพียงภาพผิวๆ การที่จะคลี่คลายความขัดแย้งหรือนำพาดำเนินไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง จริงๆ ต้องทำอะไรกันอีกมาก"
"ณัฐวุฒิ" บอกว่า " ยังต้องพูดถึงเรื่องใหญ่ๆ แบบรัฐธรรมนูญ เรื่องการแก้ไขปัญหาผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความเห็นต่างทางการเมือง ยังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องมาแก้กัน ปัญหาลูกหลานเยาวชนหลายร้อยหรือเป็นพันๆราย ต้องคดีความ มีพันธนาการ ทางอาญาอยู่ในเวลานี้ ยังมีเรื่องของการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันและสร้างสังคมที่เป็นธรรม สร้างกติกาที่ชอบธรรมให้คนที่เห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้"
"ผมเชื่อว่าล้วงลึกไปในหัวใจ พูดถึงหลักการการเมือง คุณเศรษฐากับพลเอกประยุทธ์ ซึ่งพูดคุยกันได้ดีเมื่อวาน ก็เห็นไม่ตรงกันหรอก"
แต่ถ้าบอกว่าเราจะคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมนี้ได้จริง ต้องสร้างบริบทของประเทศ สร้างกติกาของประเทศ สร้างกลไกทางการเมือง และกลไกทางสังคม ให้คนอื่นๆที่เห็นต่างกันสามารถที่จะสนทนาในบรรยากาศที่อย่างน้อยที่สุดก็คล้ายๆกับที่ทั้งสองคนแสดงออกต่อกันได้บ้าง
"ผมว่ามันเป็นความหวังร่วมกันที่จะออกจากความขัดแย้ง แต่ว่าต้องถูกทางและถูกวิธีการเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่ายาก เพราะยังมีความซับซ้อนของปัญหา ยังมีบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ยังมีคนที่ได้รับผลประโยชน์จากความขัดแย้งเหล่านี้อยู่ และมันยังมีเจตนาแท้จริงของหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายอำนาจเดิม ที่ต้องการที่จะให้บ้านเมืองเป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ยังไม่สามารถที่จะค้นหาหลักคิดที่ยอมรับตรงกันได้ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน"
"ณัฐวุฒิ" กล่าวว่า แต่เมื่อมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่มารับผิดชอบ มีรัฐบาลมารับผิดชอบ ก็เป็นหน้าที่ของท่านเท่านั้นที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ และ นายกรัฐมนตรี ท่านก็เข้าใจเรื่องพวกนี้ เท่าที่ผมได้สัมผัสมาตอนที่ร่วมงานกัน นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม ก็เชื่อว่าจะเป็นทุนรอนสำคัญในการที่จะทำให้ท่านเข้าถึงหัวใจของปัญหา และพยายามแก้ไขมันให้ได้ แม้ว่าจะยากมากๆก็ตาม
**********************
อย่างไรก็ตาม ยังมีการวิเคราะห์ในเชิงลึกอีกว่า จากปรากฏการณ์ "ตู่-นิด...ชิดใกล้" ทำให้คาดเดาอนาคตทางการเมืองได้แบบนี้
1.เรื่องเช็กบิล "ลุงตู่" หรือ "3ป." ลืมไปได้เลย เพราะ - เพื่อไทยกับรวมไทยสร้างชาติ (พรรคลุงตู่) กลายเป็นมิตรกันไปแล้ว ลืมความหลังครั้งเก่าว่า "บิ๊กตู่" คือผู้ยึดอำนาจจากรัฐบาลเพื่อไทย (ยิ่งลักษณ์)
ทั้งๆ ที่มีการดำเนินคดีจำนำข้าวจนทำให้ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ รัฐมนตรีหลายคนของรัฐบาลชุดนั้นต้องติดคุก
ต้องไม่ลืมว่า "ทักษิณ" (เจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง) กลับมาประเทศไทย และยังไม่ได้นอนคุกเลยแม้แต่คืนเดียว เกิดขึ้นในรัฐบาล"ลุงตู่"
2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบ "ร่างใหม่ทั้งฉบับ" อาจจะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นได้ยากมาก
-มีความเป็นไปได้จะเสนอแก้รายมาตรา เฉพาะที่สำคัญ
-อย่าลืมว่า ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่มีใส่ไว้ในแถลงการณ์ตอนตั้งรัฐบาลเพื่อไทย
-อาจใช้เหตุผลว่าทำประชามติเปลืองงบ ตอนนี้ต้องนำงบไปใช้ฟื้นเศรษฐกิจ
3.อาจไม่มีการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ รัฐธรรมนูญปี 60 มาตราสุดท้าย คือมาตรา 279 ที่นิรโทษทุกการกระทำของ คสช.ไว้ล่วงหน้า
4."บิ๊กตู่" ไม่มีทางต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ ตามข่าวลือ รวมทั้งพี่น้อง 3ป.ด้วย
5."บิ๊กตู่" ส่งน้องรักทุกคนถึงฝั่งฝัน น้องรักที่ฝ่าฟันกันมาตอนตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (พีระพันธ์ุ / เอกนัฎ -งดรับตำแหน่ง / สุชาติ ชมกลิ่น / สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ - ตัวแทนเสี่ยไม่ซ้ายไม่ขวา / ดร.แด๊ก ธนกร วังบุญคงชนะ / กลุ่มสุราษฎร์ / กลุ่มลูกหมี ชุมพร) - ได้ร่วมรัฐบาล แต่อาจจะต้องสลับกันนั่งรัฐมนตรี (เป็นเก้าอี้ดนตรีแบบสูตรเพื่อไทย - ไทยรักไทยในอดีต)