ทรัพยากรทางทะเล มีชายฝั่ง 100 กม. พื้นที่ทำการประมง 6.22 ล้านไร่ เรือประมงจดทะเบียน 860 ลำ สัตว์น้ำผ่านท่าจับปลามูลค่า 1,296 ล้านบาท และเพาะเลี้ยงกุ้ง 380 ล้านบาท มีทรัพยากรแร่ธาตุเช่น แร่ทรายขาว แร่ดินขาว หินปูน หินแกรนิตและหินไนส์เพื่อการก่อสร้าง รวมทั้งเป็นที่ตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย
เศรษฐกิจ
เขตปกครองภูมิภาคแบ่งเป็น 8 อำเภอ 54 ตำบล 439 หมู่บ้าน การปกครองท้องถิ่นมี 1 อบจ.42 อบต. 2 เทศบาลเมือง และ 27 เทศบาลตำบล ประชากรตามทะเบียนบ้าน 751,343 คน แต่สถิติด้านแรงงานปี 2565 ระบุว่ามีแรงงานจำนวนสูงถึง 1,077,915 คน
เฉพาะผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 678,668 คน แบ่งเป็นแรงงานนอกภาคเกษตรร้อยละ 80.5 ในภาคเกษตร 19.5 ส่วนแรงงานนอกระบบ 252,720 คน (นอกภาคเกษตร ร้อยละ 54.8 ในภาคเกษตร 45.2 ) ส่วนแรงงานต่างด้าวมี 102,894 คน สัญชาติหลัก(ร้อยละ87.5) คือกัมพูชา พม่า ลาว และค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยวันละ 354 บาท อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 5.5 ต่อปี
ภาวะการลงทุนภาคอุตสาหกรรม มีโรงงาน 2,542 แห่ง เงินลงทุน 1.525 ล้านบาท คนงาน 1.93 แสนคน อุตสาหกรรมที่ลงทุนสูงสุดคือเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี มีนิคมอุตสาหกรรม 16 แห่ง เขตประกอบการอุตสาหกรรม 5 แห่ง ชุมชนอุตสาหกรรม 4 แห่ง และสวนอุตสาหกรรม 1 แห่ง
ส่วนสถานประกอบการคงอยู่ 15,365 ราย (ทุน 5.85 แสนล้าน) นิติบุคคลตั้งใหม่ 1,492 ราย และเลิกกิจการ 276 ราย
ด้านการเกษตร มีพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นพืชสวน ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง สับปะรด ทุเรียน เงาะ และมังคุด
ข้อสังเกตุบางประการ
• จังหวัดระยองเป็นเครื่องปั้มเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทำเศรษฐกิจประเทศเข้มแข็ง แต่จากข้อมูล TPMAP พบว่ายังมีคนจนประมาณ 6,000 คนและบางอำเภอยังเป็นพื้นที่ชายขอบ ชี้ให้ว่าการใช้ตัวเลข GPP ของจังหวัดที่เหมารวมเช่นปัจจุบัน ไม่สามารถสะท้อนเศรษฐกิจของประชาชนและท้องถิ่นชุมชนได้เท่าที่ควร
• ในเชิงวิชาการและการวางแผน สภาพัฒน์และสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้องควรปรับวิธีวิเคราะห์โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดกันเสียใหม่ โดยแยกรายได้จากส่วนนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม ชุมชนอุตสาหกรรม และส่วนอุตสาหกรรม อันเป็นเครื่องปั้มเศรษฐกิจชาติออกไปจากตัวเลขรายได้ทั่วไปของจังหวัดเสียก่อน จึงนำมาเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันระหว่างพื้นที่กันได้
• ประชากรระยองที่อยู่ในภาคการเกษตรมีเพียงร้อยละ 20เท่านั้น แต่กลับมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงจากการทำสวนผลไม้และยางพารา ในขณะที่เกษตรกรในจังหวัดอื่นยังคงอยู่กับความยากจนด้วยการทำนา ทำไร่ และปลูกพืชเชิงเดียว ดังนั้นประเด็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตรของประเทศจึงเป็นเป้าหมายการปฏิรูปสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง