ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ม.112 และคำประกาศสาธารณะในช่วงการหาสียงที่ว่า "มีลุง ไม่มีเรา" รวมทั้ง MOU กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มพรรคการเมือง 312 เสียงกับ 188 เสียง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมย้ายข้างหรือเปลี่ยนจุดยืนทางการเมือง
เมื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและสูตรการจัดตั้งรัฐบาล "ซ้ายสุดขั้ว" ถูกรัฐสภาตีตกไปแล้วสองครั้ง ตราสังข์ที่ผูกมัดแนวร่วม 8 พรรคควรจบไปแล้ว ความพยายามที่จะดันข้อเสนอรัฐบาลสูตรเดิมกลับเข้ามาใหม่โดยเปลี่ยนจากปกสีส้มเป็นปกสีแดง ผลการโหวตก็คงไม่แตกต่างไปจากเดิม
การแยกขั้วแบ่งฝ่ายโดยมุ่งหมายเอาชนะคะคานกันแบบเด็กเล่นเรือนน้อย หรือ การเจ้าคิดเจ้าแค้นกันแบบไม่ลืมหูลืมตาจนบ้านเมืองไม่มีทางออก ล้วนไม่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ทั้งยังเกิดผลเสียและทำลายโอกาสประเทศอย่างไม่น่าให้อภัย
ข้อเสนอแนะ
1.รัฐบาลที่พึงประสงค์ในสถานการณ์เช่นนี้ คงไม่ใช่รัฐบาล"ซ้ายสุดขั้ว" หรือ "ขวาอนุรักษ์" ที่ตั้งป้อม ห้ำหั่นเช็คบิลอีกฝ่ายหนึ่ง ทำสังคมแตกแยกมากไปกว่านี้ หากควรเป็นรัฐบาล"ขั้วผสมซ้ายกลาง" ที่นำโดยพรรคจากฝั่งซ้ายที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือว่าจะสามารถนำพาประเทศให้ก้าวข้ามพ้นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรัง ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น สร้างบรรยากาศของการสมานฉันท์ปรองดองและฟื้นฟูความรักสามัคคีของคนในชาติ
2.คนไทยส่วนใหญ่จะมีลักษณะ"ปฏิบัตินิยม"(pragmatic)และมีปรัชญาชีวิตในวิถีทางสายกลาง สิ่งที่สังคมไทยต้องการในยามนี้ คือ การลดความมีอคติที่มีต่อกันจากทุกขั้วทุกฝ่าย ลดความยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์ความเชื่อส่วนตัวและกลุ่มองค์กรลงเสียบ้าง ถือเอาประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
3.สถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์โลกและภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประเทศจำต้องมีรัฐบาลตัวจริงเสียงจริงขึ้นมาดูแลในเร็ววัน แต่กระบวนการได้มาซึ่งรัฐบาลที่ว่านี้ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญและถูกครรลองครองธรรม จะใช้วิธีข่มขู่บังคับด้วยกำลังมวลชนนอกสภาและการบูลลี่ด้วยกระแสโซเชียลไม่ได้
4.ความตื่นตัวของ"คนรุ่นใหม่" และความต้องการ”เปลี่ยนแปลง” เป็นเรื่องดี ที่ควรรักษาระดับเอาไว้ให้เป็นกำลังพัฒนาประเทศ โดยต้องให้เกิดความมั่นใจว่าจะอยู่ในทิศทางและแนวทางที่สร้างสรรค์ ไม่บ่อนเซาะ กัดกร่อน ทำลายความมั่นคงของชาติบ้านเมือง นอกจากนั้นรัฐบาลที่รักชาติบ้านเมืองจะต้องถอนพิษ"มนต์ดำยุคดิจิทัล" อันเกิดจากเครื่องมือ AI IO Deep Fake
ไม่ปล่อยให้มีการขับเคลื่อนการเมืองด้วยกระแสความเกลียดชัง(hate speech)ได้อย่างอิสระเสรี กระตุ้นกำลังแห่งโลภะ โทสะ โมหะ อาฆาตมาดร้าย โกหกหลอกลวง รวมทั้งพฤติกรรมเป็นกบฏล้มล้าง
คดีความใด อันเป็นผลพวงจากการจงใจทำผิดและท้าทายกฎหมายในช่วงที่ผ่านมา ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักนิติรัฐและความยุติธรรม