ถึงกับมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก นัดหมายผู้มีอุดมการณ์เดียวกันหากอ่านเกมทางการเมือง ก็คือ กลุ่มสนับสนุน "อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ" ลงชิงชัยหัวหน้าพรรคนั่นเอง
เป้าหมายการเคลื่อนไหว ต้องการสื่อสารไปถึงผู้ใหญ่ในพรรค ให้แก้เกณฑ์ 70% ในการประชุมใหญ่พรรค ซึ่งต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของที่ประชุมนั่นเอง
ขณะเดียวกัน กลุ่ม "เชาว์ มีขวด" ต้องการกดดันไม่ให้กรรมการบริหารพรรค ใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคโดยพลการ โดยเฉพาะการใช้เสียง 3 ใน 5 ยกเว้นขัอบังคับเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ไม่ต้องเคยเป็น ส.ส.ของพรรคมาก่อน และไม่ต้องเป็นสมาชิกเกิน 5 ปี
นัยของการแก้ข้อบังคับข้อนี้คือ เพื่อเปิดทางให้ "ดร.เอ้" สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ "มาดามเดียร์" วทันยา บุนนาค มีโอกาสได้ลุ้น เพราะมีข่าว่าว่า ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในพรรคบางปีก ผลักดันเป็นหัวหน้าพรรค ทำให้มีการวางเกมสกัด
ทว่า ล่าสุด "เชาว์ มีขวด" ได้โพสต์ข้อความ ยกเลิกการชุมนุมที่หน้าลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม
"เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาที่เกิดขึ้น และเพื่อลดบรรยากาศความตึงเครียดก่อนการเลือกตั้ง จึงขอยกเลิกนัดวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม หากสมาชิกท่านใดประสงค์จะพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือมีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ไปในวันประชุมใหญ่วันที่ 9 กรกฎาคม ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ครับ"
"เชาว์ มีขวด" โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม เลื่อนการชุมนุมกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการก็ยังนัดหมายประชุมกันเป็นนัดสุดท้ายในวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อเตรียมการส่งมอบงานให้หัวหน้าและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่
ขณะที่ไทม์ไลน์ วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2566 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรค
โดยกำหนดการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคตั้งแต่เวลา 08.30 น.
ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดและข้อเท็จจริงจนมาถึงนาทีนี้ มีแคนดิเดตที่จะลงสมัคร 5 คน
-"อลงกรณ์ พลบุตร" - เปิดตัวแล้ว
-"ดร.เอ้" สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครชิงชัยผู้ว่าฯกทม. มีข่าวเตรียมเปิดตัว
- "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" - มีข่าว "กลุ่มหนุนเดอะมาร์ค" ขยับปูชนียบุคคลของพรรคออกแรงหนุน
-"มาดามเดียร์" - มีข่าวว่ามีผู้สนับสนุน แต่เจ้าตัวไม่เคยแสดงท่าที
- "นายกชาย" เดชอิศม์ ขาวทอง - มีข่าวว่ามีผู้สนับสนุน แต่เจ้าตัวไม่เคยพูด
ปัญหาคือ แคนดิเดตมี 5 คน ได้ลงจริงกี่คน
เหตุเพราะ "ดร.เอ้" กับ "มาดามเดียร์" จะได้ลงต้องยกเว้นข้อบังคับพรรคในที่ประชุมใหญ่ (ใช้กรรมการบริหาร ไม่ได้โดนสกัดวันที่ 8 กรกฎาคม) จึงต้องใช้เสียง 3 ใน 4 จากที่ประชุมใหญ่วันอาทิตย์ สมมติมาประชุม 300 คน ต้องมีเสียงสนับสนุน 225 เสียงขึ้นไป => ซาวเสียงแล้วเป็นไปได้ยากมาก
-อีกเหตุผลหนึ่งที่แคนดิเดตจะเหลือแค่ 2 คน หาก"อภิสิทธิ์"จะลงสมัคร และรับประกันไม่แพ้ ต้องแก้เกณฑ์ 70% ให้ได้ เนื่องจาก ส.ส. 25 คน มี 19 คนบวกลบเล็กน้อยที่สนับสนุน"เดชอิศม์" และไม่เอา "อภิสิทธิ์"
ฉะนั้น ถ้าแก้เกณฑ์ 70% ไม่ได้ "อภิสิทธิ์"อาจไม่ลงสมัครชิงตำแหน่ง เพราะเปลืองตัวเปล่าๆ
เหมือนกับ "มาดามเดียร์" และ "ดร.เอ้" ถ้าซาวเสียงแล้วยกเว้นข้อบังคับไม่ได้คงไม่เปิดตัวลงสมัคร เพราะหากถูกปฏิเสธ จะทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ทั้งภาพลักษณ์ของทั้งคู่ และภาพลักษณ์พรรคที่ไม่เปิดทางคนรุ่นใหม่
ปมปัญหาต่างคนต่างติดล็อก ข้อบังคับการประชุม และพยายามจะหาทางยกเว้นข้อบังคับ คือ ไฮไลท์สำคัญที่ผลต่อ"ตัวตึง-ตัวเก็ง" ทั้งหลาย จนพรรคต้องรีบออกมาแถลงเพื่อเป็นการยืนยันว่า ประชาธิปัตย์ จะปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด
"หากนายอภิสิทธิ์จะกลับมาลงแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าพรรค ต้องเข้าสู่กระบวนการข้อบังคับพรรค และ เชื่อว่า สมาชิกยินดีที่จะให้บุคคลเสนอชื่อ เข้ามาแข่งขันกัน แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านายอภิสิทธิ์จะลงแข่งขันหรือไม่ เพราะตามข้อบังคับพรรคไม่ได้ระบุ ให้ผู้ที่จะสมัครเป็นหัวหน้าพรรค มายื่นใบสมัครต่อสำนักงานเลขาธิการพรรค แต่เป็นการเสนอชื่อต่อที่ประชุมและขอเสียงรับรอง"
หมายเหตุ "นายราเมศ รัตนเชวง" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 7 ก.ค.66
ตรงนี้อาจทำให้เห็นภาพในวันที่ 9 กรกฎาคม ชัดขึ้น บุคคลที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อข้อบังคับการประชุมพรรค อาจเหลือแคนดิเดตแค่ 2 คน คือ "นายกชาย" กับ "อลงกรณ์" ยิ่งสภาพการณ์เป็นไปแบบนี้ "นายกชาย น่าจะแบเบอร์ เพราะกุมเสียง ส.ส.ใต้กับ "แทน" ชัยชนะ เดชเดโช และมีความใกล้ชิดกับ "เสี่ยต่อ" เฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งคุมเสียง ส.ส.ปัจจุบัน เกือบทั้งหมด
ประเด็นน่าสนใจคือ "หัวหน้าพรรคคนใหม่" และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมือง โดยเฉพาะการร่วมรัฐบาลหลังจากนี้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะที่มีข่าวว่าหาก"อภิสิทธิ์"กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคสำเร็จ อาจจะพาพรรคเป็น"ฝ่ายค้าน"
เรื่องนี้ "แทน" "ชัยชนะ เดชเดโช" ส.ส.นครศรีธรรมราช เปิดเผยแนวคิดของตนเองผ่าน"เนชั่นทีวีออนไลน์"ว่า การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ไม่ควรยึดโยงกับการเลือกหัวหน้าพรรค เพราะควรขึ้นกับสถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานั้นๆ มากกว่า
"ผมไม่ได้คิดว่าบุคคลที่เป็นข่าวอยู่ แล้วใครเป็นหัวหน้าพรรค จะนำพาพรรคเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน คิดว่าเป็นแค่ข่าว การร่วมหรือไม่ร่วมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง ถ้าสถานการณ์นั้นใช่ ร่วมได้ก็ต้องร่วมถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ ชัดเจน"
อย่างไรก็ตาม เมสเสจที่พูดตรงกัน คือ เราไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน ในการแก้ไข ม.112 ดังนั้นบุคคลที่มีข่าวจะลงสมัครหัวหน้าพรรคทุกท่านมีความชัดเจน ไม่ร่วมพรรคการเมืองสนับสนุน แก้ไข ม.112 "
"นายชัยชนะ" กล่าวว่า การจะนำพาพรรค เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทำให้พรรคต่ำลงหรือสูงขึ้น ไม่ใช่ การมองแบบนั้นเป็นการมองแบบอคติ ถ้าเรามองแบบเปิดใจกว้างว่า วันนี้สถานการณ์เอื้ออำนวยให้เป็นรัฐบาล สร้างผลงานในรัฐบาลและกลับมาฟื้นฟูพรรคสร้างพรรคใหม่ เช่นรัฐบาลที่ผ่านมานำเสนอประกันรายได้ ปลดล็อกการเมืองท้องถิ่น
"ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเราร่วมรัฐบาลมีหลักจะทำอะไร ถ้าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย รัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายตรวจสอบ ให้ดีเยี่ยม คิดว่าสองทางไม่มีทางไหนให้พรรคต่ำขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทาการเมือง ณ วันนั้น ว่าเราควรอยู่จุดไหน ถ้าเราจะมองว่า วันนี้เป็นรัฐบาลอย่งเดียวหรือไม่ วันนี้ต้องเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียว ไม่ใช่ การเมืองไปสองทาง สถานการณ์เท่านั้นเราควรยืนจุดไหน" นายชัยชนะ กล่าวทิ้งท้าย