เนชั่นทีวี

การเมือง

คุกรุ่น ศึกชิง"ผู้นำปชป." ตัวเต็ง-ตัวตึง ติดล็อกข้อบังคับการประชุม

07 ก.ค. 2566 | thamsathit_pol

คุกรุ่น ศึกชิง"ผู้นำปชป." ตัวเต็ง-ตัวตึง ติดล็อกข้อบังคับการประชุม

ศึกชิงเก้าอี้"หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" แม้"อลงกรณ์ พลบุตร" ประกาศตนลงแข่งขันเป็นคนแรก แต่ยังมีเสือซุ่มรอความชัดเจนจะได้ปลดล็อกข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ฉะนั้นกระแสข่าว 5 ราย อาจเหลือชิงดำ แค่ 2 ราย เป็นใคร ต้องติดตาม

7 กรกฎาคม 2566  ความเคลื่อนไหวการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหาร "พรรคประชาธิปัตย์" ชุดใหม่ ซึ่งนัดประชุมใหญ่วิสามัญพรรค ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ในวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคมนี้

อาจจะสงสัยว่า "พรรคประชาธิปัตย์" เป็นพรรคที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งแบบยับเยิน และไม่ใช่พรรคขวัญใจคนรุ่นใหม่ แล้วทำไมเรื่องราวของ"พรรคประชาธิปัตย์" จึงต้องให้ความสำคัญ จริงๆ แล้วมีเหตุผลรองรับหลายอย่าง 

คุกรุ่น ศึกชิง"ผู้นำปชป." ตัวเต็ง-ตัวตึง ติดล็อกข้อบังคับการประชุม

1.เพราะพรรคนี้เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย 

2.ระบบของ"พรรคประชาธิปัตย์" ถือเป็นสถาบันทางการเมืองมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองบ้านเรา แข็งแกร่งกว่าทุกพรรค แม้จะดูอนุรักษ์นิยม และล้าสมัยในบางเรื่อง แต่เป็นระบบที่เข้มแข็ง สมควรรักษาไว้ 

3."พรรคประชาธิปัตย์" มีวัฒนธรรม ประเพณีในการทำงานการเมือง และบริหารจัดการภายในที่เข้มแข็ง แน่นอน ชัดเจน 

4."พรรคประชาธิปัตย์" มีสมาชิกทั่วประเทศจำนวนมาก และยังมีหวังพลิกฟื้น

แต่เชื่อหรือไม่ว่า การเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่รอบนี้ มีแนวโน้มวุ่นแน่ เพราะ

- มีการปล่อยข่าวบลัฟกันมาระยะหนึ่งแล้ว 

- ภายในพรรคไม่มีเอกภาพ แบ่งเป็นกลุ่ม ก๊ก ก๊วน เหล่า สาย ไม่ขึ้นแก่กัน และประลองกำลังกันตลอดเวลา 

-มีระดับปูชนียบุคคลของพรรค ยังเป็นผู้มากบารมี และมีอิทธิพลทางความคิด ทุกคนเกรงใจ ทำให้ผ่าตัดเปลี่ยนแปลงพรรคได้ยาก 

-มีการเล่นเกมกฎหมาย ข้อบังคับพรรค เพื่อชิงความได้เปรียบกันในการโหวตเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารชุดใหม่ 

"เชาว์ มีขวด" อดีตรองโฆษกพรรคปชป. เสนอให้มีการงดเว้นข้อบังคับพรรค

เช่น การออกมาเรียกร้องของ "เชาว์  มีขวด" อดีตรองโฆษกพรรค ที่ให้แก้ไขข้อบังคับพรรค ยกเลิกกติกาให้น้ำหนักคะแนน ส.ส. 70% มากกว่ากลุ่มอื่นที่เป็นองค์ประชุมทั้งหมด โดยเฉพาะสาขาพรรค และสมาชิกพรรค โดยกำหนดให้เป็น "1 คน 1 เสียง" หรือ "one man one vote" เป็นต้น

ถึงกับมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก นัดหมายผู้มีอุดมการณ์เดียวกันหากอ่านเกมทางการเมือง ก็คือ กลุ่มสนับสนุน "อภิสิทธิ์  เวชาชีวะ" ลงชิงชัยหัวหน้าพรรคนั่นเอง   

เป้าหมายการเคลื่อนไหว ต้องการสื่อสารไปถึงผู้ใหญ่ในพรรค ให้แก้เกณฑ์ 70% ในการประชุมใหญ่พรรค ซึ่งต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของที่ประชุมนั่นเอง 

ขณะเดียวกัน กลุ่ม "เชาว์  มีขวด" ต้องการกดดันไม่ให้กรรมการบริหารพรรค ใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคโดยพลการ โดยเฉพาะการใช้เสียง 3 ใน 5 ยกเว้นขัอบังคับเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ไม่ต้องเคยเป็น ส.ส.ของพรรคมาก่อน และไม่ต้องเป็นสมาชิกเกิน 5 ปี 

นัยของการแก้ข้อบังคับข้อนี้คือ เพื่อเปิดทางให้ "ดร.เอ้" สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ "มาดามเดียร์" วทันยา บุนนาค มีโอกาสได้ลุ้น เพราะมีข่าว่าว่า ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในพรรคบางปีก ผลักดันเป็นหัวหน้าพรรค ทำให้มีการวางเกมสกัด

ทว่า ล่าสุด "เชาว์ มีขวด" ได้โพสต์ข้อความ ยกเลิกการชุมนุมที่หน้าลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม  

"เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาที่เกิดขึ้น และเพื่อลดบรรยากาศความตึงเครียดก่อนการเลือกตั้ง จึงขอยกเลิกนัดวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม หากสมาชิกท่านใดประสงค์จะพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือมีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ไปในวันประชุมใหญ่วันที่ 9 กรกฎาคม ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ครับ" 

"เชาว์  มีขวด" โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม เลื่อนการชุมนุมกะทันหัน

อย่างไรก็ตาม  ในส่วนของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการก็ยังนัดหมายประชุมกันเป็นนัดสุดท้ายในวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อเตรียมการส่งมอบงานให้หัวหน้าและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่  

ขณะที่ไทม์ไลน์ วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2566 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรค   

โดยกำหนดการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคตั้งแต่เวลา 08.30 น.  

อลงกรณ์  พลบุตร  สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์  เป็นรายแรกที่ประกาศตนอย่างชัดเจนขอลงชิงชัยหัวหน้าพรรค

ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดและข้อเท็จจริงจนมาถึงนาทีนี้ มีแคนดิเดตที่จะลงสมัคร 5 คน 

-"อลงกรณ์ พลบุตร" - เปิดตัวแล้ว 

-"ดร.เอ้" สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครชิงชัยผู้ว่าฯกทม. มีข่าวเตรียมเปิดตัว 

- "อภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ" - มีข่าว "กลุ่มหนุนเดอะมาร์ค" ขยับปูชนียบุคคลของพรรคออกแรงหนุน 

-"มาดามเดียร์" - มีข่าวว่ามีผู้สนับสนุน แต่เจ้าตัวไม่เคยแสดงท่าที 

- "นายกชาย" เดชอิศม์ ขาวทอง - มีข่าวว่ามีผู้สนับสนุน แต่เจ้าตัวไม่เคยพูด 

"ดร.เอ้"  สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์  สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาคือ แคนดิเดตมี 5 คน ได้ลงจริงกี่คน

เหตุเพราะ "ดร.เอ้" กับ "มาดามเดียร์" จะได้ลงต้องยกเว้นข้อบังคับพรรคในที่ประชุมใหญ่ (ใช้กรรมการบริหาร ไม่ได้โดนสกัดวันที่ 8 กรกฎาคม) จึงต้องใช้เสียง 3 ใน 4 จากที่ประชุมใหญ่วันอาทิตย์ สมมติมาประชุม 300 คน ต้องมีเสียงสนับสนุน 225 เสียงขึ้นไป => ซาวเสียงแล้วเป็นไปได้ยากมาก 

-อีกเหตุผลหนึ่งที่แคนดิเดตจะเหลือแค่ 2 คน หาก"อภิสิทธิ์"จะลงสมัคร และรับประกันไม่แพ้ ต้องแก้เกณฑ์ 70% ให้ได้ เนื่องจาก ส.ส. 25 คน มี 19 คนบวกลบเล็กน้อยที่สนับสนุน"เดชอิศม์" และไม่เอา "อภิสิทธิ์" 

ฉะนั้น ถ้าแก้เกณฑ์ 70% ไม่ได้ "อภิสิทธิ์"อาจไม่ลงสมัครชิงตำแหน่ง เพราะเปลืองตัวเปล่าๆ 

เดียร์  วทันยา  บุนนาค  สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

เหมือนกับ "มาดามเดียร์" และ "ดร.เอ้" ถ้าซาวเสียงแล้วยกเว้นข้อบังคับไม่ได้คงไม่เปิดตัวลงสมัคร เพราะหากถูกปฏิเสธ จะทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ทั้งภาพลักษณ์ของทั้งคู่ และภาพลักษณ์พรรคที่ไม่เปิดทางคนรุ่นใหม่ 

ปมปัญหาต่างคนต่างติดล็อก ข้อบังคับการประชุม และพยายามจะหาทางยกเว้นข้อบังคับ คือ ไฮไลท์สำคัญที่ผลต่อ"ตัวตึง-ตัวเก็ง" ทั้งหลาย จนพรรคต้องรีบออกมาแถลงเพื่อเป็นการยืนยันว่า ประชาธิปัตย์ จะปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด 

"หากนายอภิสิทธิ์จะกลับมาลงแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าพรรค ต้องเข้าสู่กระบวนการข้อบังคับพรรค และ เชื่อว่า สมาชิกยินดีที่จะให้บุคคลเสนอชื่อ เข้ามาแข่งขันกัน แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านายอภิสิทธิ์จะลงแข่งขันหรือไม่ เพราะตามข้อบังคับพรรคไม่ได้ระบุ ให้ผู้ที่จะสมัครเป็นหัวหน้าพรรค มายื่นใบสมัครต่อสำนักงานเลขาธิการพรรค แต่เป็นการเสนอชื่อต่อที่ประชุมและขอเสียงรับรอง"

หมายเหตุ "นายราเมศ  รัตนเชวง" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 7 ก.ค.66  

ตรงนี้อาจทำให้เห็นภาพในวันที่ 9 กรกฎาคม ชัดขึ้น บุคคลที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อข้อบังคับการประชุมพรรค อาจเหลือแคนดิเดตแค่ 2 คน คือ "นายกชาย" กับ "อลงกรณ์"  ยิ่งสภาพการณ์เป็นไปแบบนี้  "นายกชาย น่าจะแบเบอร์ เพราะกุมเสียง ส.ส.ใต้กับ "แทน" ชัยชนะ เดชเดโช และมีความใกล้ชิดกับ "เสี่ยต่อ" เฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งคุมเสียง ส.ส.ปัจจุบัน เกือบทั้งหมด 

ประเด็นน่าสนใจคือ "หัวหน้าพรรคคนใหม่" และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมือง โดยเฉพาะการร่วมรัฐบาลหลังจากนี้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะที่มีข่าวว่าหาก"อภิสิทธิ์"กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคสำเร็จ อาจจะพาพรรคเป็น"ฝ่ายค้าน"

"แทน"  ชัยชนะ เดชเดโช  ส.ส. นครศรีธรรมราช  พรรคประชาธิปัตย์

เรื่องนี้ "แทน" "ชัยชนะ เดชเดโช" ส.ส.นครศรีธรรมราช เปิดเผยแนวคิดของตนเองผ่าน"เนชั่นทีวีออนไลน์"ว่า การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ไม่ควรยึดโยงกับการเลือกหัวหน้าพรรค เพราะควรขึ้นกับสถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานั้นๆ มากกว่า 

"ผมไม่ได้คิดว่าบุคคลที่เป็นข่าวอยู่ แล้วใครเป็นหัวหน้าพรรค จะนำพาพรรคเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน คิดว่าเป็นแค่ข่าว การร่วมหรือไม่ร่วมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง  ถ้าสถานการณ์นั้นใช่ ร่วมได้ก็ต้องร่วมถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ ชัดเจน"  

อย่างไรก็ตาม เมสเสจที่พูดตรงกัน  คือ เราไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน ในการแก้ไข ม.112 ดังนั้นบุคคลที่มีข่าวจะลงสมัครหัวหน้าพรรคทุกท่านมีความชัดเจน ไม่ร่วมพรรคการเมืองสนับสนุน แก้ไข ม.112 "

"นายชัยชนะ" กล่าวว่า  การจะนำพาพรรค เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทำให้พรรคต่ำลงหรือสูงขึ้น ไม่ใช่ การมองแบบนั้นเป็นการมองแบบอคติ ถ้าเรามองแบบเปิดใจกว้างว่า วันนี้สถานการณ์เอื้ออำนวยให้เป็นรัฐบาล สร้างผลงานในรัฐบาลและกลับมาฟื้นฟูพรรคสร้างพรรคใหม่ เช่นรัฐบาลที่ผ่านมานำเสนอประกันรายได้ ปลดล็อกการเมืองท้องถิ่น

"ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเราร่วมรัฐบาลมีหลักจะทำอะไร ถ้าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย รัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายตรวจสอบ ให้ดีเยี่ยม คิดว่าสองทางไม่มีทางไหนให้พรรคต่ำขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทาการเมือง ณ วันนั้น ว่าเราควรอยู่จุดไหน ถ้าเราจะมองว่า วันนี้เป็นรัฐบาลอย่งเดียวหรือไม่ วันนี้ต้องเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียว ไม่ใช่ การเมืองไปสองทาง สถานการณ์เท่านั้นเราควรยืนจุดไหน"  นายชัยชนะ กล่าวทิ้งท้าย 

 

 

 

ข่าวล่าสุด