"ส.ว.สมชาย" ขยี้ "พิธา-ก้าวไกล" หาเสียงแก้มาตรา112
29 มิ.ย. 2566 | tinakit_rat

"ส.ว.สมชาย" ขยี้ "พิธา-ก้าวไกล" ชี้ ความสำคัญ ทำไมศาลรัฐธรรมนูญ สอบถามความคืบหน้าจากอัยการสูงสุด เรื่องมาตรา112
การเมือง
29 มิ.ย. 2566 | tinakit_rat

"ส.ว.สมชาย" ขยี้ "พิธา-ก้าวไกล" ชี้ ความสำคัญ ทำไมศาลรัฐธรรมนูญ สอบถามความคืบหน้าจากอัยการสูงสุด เรื่องมาตรา112
29 มิถุนายน 2566 นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมคำร้องที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญเรื่องมาตรา112 และศาลรัฐธรรมนูญ ได้สอบถามความคืบหน้าจากอัยการสูงสุด จึงสำคัญยิ่ง!
เมื่ออ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ฉบับเต็มในคดีที่ นาย ณฐพร โตประยูร ร้องขอให้วินิจฉัยว่า การชุมนุมและปราศรัยของผู้ชุมนุมแปดคน ได้แก่ อานนท์ นําภา, ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก, รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ , อั๋ว-จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, สิริพัชระ จึงธีรพานิช, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และ อาทิตยา พรพรม เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญรับคําร้องเฉพาะ การกระทําในการชุมนุมปราศรัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ของ อานนท์, ไมค์-ภาณุพงศ์ และรุ้ง-ปนัสยา เรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม คือ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1 และสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย
ดังนั้นการที่นายพิธาและพรรคก้าวไกล นำประเด็นเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือการที่จะให้มี สสร.เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทุกหมวด ไปใช้ในการหาเสียงตามที่ นายธีรยุทธ ร้องต่ออัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญนั้น
จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าข่าย ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยห้ามบุคคล ในเครือข่ายการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัยว่า เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1 และสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าว ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามมาตรา 49 วรรค 1