เมื่อถามว่า ประเด็นนี้จะขอให้กกต. เร่งพิจารณาเร็วขึ้นหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า กกต.คงจำเป็นต้องเร่ง เพราะเมื่อ ส.ส.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ตนจะทำหนังสือให้ส.ส.ยื่นในนาม ส.ส. ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ ใช้สิทธิ์ 1 ใน 10 เข้าชื่อร้องตรง คู่ขนานไปกับกกต. พร้อมระบุว่า สมัยปี 2551 ตนก็เคยร่วมลงชื่อสมัยเป็น ส.ว. ร้อง นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และเมื่อเพื่อนส.ว.ขอให้ตนเข้าชื่อด้วย ตนก็เข้าชื่อ คำวินิจฉัยของนายสมัคร จึงมี 2 เลข และพ้นจากตำแหน่งไปเพราะเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่เพราะพจนานุกรม แต่เป็นเพราะใบหักภาษี ภงด.3 เช่นเดียวกับกรณีนายพิธา น้ำหนักจึงอยู่ที่บัญชี บมจ.006 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด สันนิษฐานไปก่อนว่าถูกต้อง และกกต.ควรนำไปประกอบการพิจารณา แต่ผู้วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า การร้องเรียนนายพิธา เพราะต้องการมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดใช่หรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า ตนไม่ได้รับงานใคร เพราะตอนที่พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ร้องตรวจสอบพรรคพลังประชารัฐ กรณีหุ้นสื่อ “เขาก็เป็นคนบอกข้อมูลผมให้ไปตรวจสอบ” แล้วต่อมา พรรคพลังประชารัฐ ร้องตรวจสอบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนไหนมาถาม ตนก็ตอบ แต่เราไม่ได้ทำเรื่องรับจ้าง หรือค่าบริการ ตนไม่มีประวัติแบบนั้น
เมื่อถามว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่าประเทศกำลังเดินหน้า เหตุใดจึงมาร้องเรียน นายเรืองไกร กล่าวว่า ประเทศก็เดินหน้าไป แต่ถ้ามีคนเข้าข่ายกระทำความผิด หรือถูกตรวจสอบก็ต้องทำ ซึ่งที่ผ่านมา ตนเคยร้องเรียนทั้ง นายสมัคร สุนทรเวช และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นกรณีนายพิธา จะมาบอกให้เขาบริหารไปก่อนคงไม่ได้ เพราะตอนสมัยนายอภิสิทธิ์ ตนก็ถูกขอมาแล้ว โดยตนมีหลักการว่า จะไม่บอกใครก่อน เพราะกลัวถูกคนมาขอ หรือล็อบบี้ ไม่ให้ยื่นเรื่อง แต่จะใช้วิธีเขียนเรื่องร้องเรียนเสร็จแล้วแจ้งสื่อมวลชน ส่วนเรื่องผิดถูกนั้น ให้เป็นไปตามกระบวนการ นี่คือ “เรืองไกร”