หากย้อนเวลากลับไปพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว เราจะตอบได้ทันทีเลยว่า การประท้วงรัฐบาลด้วยความสุดโต่งของกลุ่มนกหวีดนั้น จะต้องจบลงด้วยการยึดอำนาจอย่างแน่นอน เพราะการประท้วงครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการผนึกกำลังของกลุ่มปีกขวาทั้งหลายที่สมาทาน "อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง" อย่างชัดเจน และมีท่าทีอย่างไม่ปกปิดถึงความต้องการในการล้มล้างระบอบเลือกตั้ง
ดังจะเห็นได้จากท่าทีของชนชั้นนำขวาจัด ผู้นำทหารขวาจัด กลุ่มการเมืองขวาจัด และกลุ่มทุนผูกขาดที่พร้อมจะเข้าร่วมการล้มระบอบเลือกตั้ง เพื่อเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ใหม่ แต่การจะทำเช่นนี้ให้สัมฤทธิ์ผลได้จะต้องอาศัยเงื่อนไขประการเดียวคือ ผู้บัญชาการทหารบกจะต้องเป็น "ตัวเปลี่ยนเกมส์"
ฉะนั้น "เกมส์เชนเจอร์" ในการเมืองไทยในปี 2557 จึงไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากจะต้องกระทำผ่านการรัฐประหาร อันเป็นวิธีการที่ชนชั้นนำและผู้นำทหารมีความคุ้นเคยมาโดยตลอด จนมีคำล้อกันในทางรัฐศาสตร์ว่า ทหารไทยแทบไม่ต้องเขียนแผนยุทธการในการรัฐประหารเลย เนื่องจากความคุ้นชินในการยึดอำนาจ
สำหรับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น พวกเขามักจะตกอยู่ใน "ภวังค์การเมือง" ที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องการถูกยึดอำนาจ แต่เมื่อกระแสนกหวีดถูกขับเคลื่อนด้วยความรุนแรงบนถนนแล้ว คำตอบจึงไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากกลุ่มปีกขวาจัดกำลังเตรียมก่อการรัฐประหารอีกครั้ง … แล้วในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐประหารก็เกิดขึ้นจริงๆ และไม่ใช่สิ่งที่ผิดคาดแต่อย่างใด
จากวันนั้นถึงวันนี้ … ไม่น่าเชื่อว่าผู้นำทหารที่มาจากการยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2557 จะอยู่ยาวมาจนถึงพฤษภาคม 2566 อันเป็น 9 ปีของความสำเร็จของการสถาปนาอุดมการณ์ต่อต้านการเมืองในการเมืองไทย และทำให้ผู้นำรัฐประหารที่มีจุดยืนในการต่อต้านประชาธิปไตยอย่างชัดเจนนั้น อยู่ในอำนาจมาได้อย่างยาวนาน พร้อมกับสร้างความ "เพี้ยน" ให้กับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างมาก
แต่เมื่อการอยู่ในอำนาจต่อไปของผู้นำรัฐประหารเดิม มาถึงจุดสิ้นสุดด้วยการหมดอายุของรัฐสภาแล้ว การจะอยู่ต่อในอำนาจเกิดขึ้นได้ด้วยชัยชนะในการเลือกตั้งเท่านั้น … ต้องชนะด้วยการขอเสียงจากประชาชนเพื่อให้พรรคของตนได้คะแนนมากกว่าพรรคคู่แข่ง ไม่ใช่ชนะด้วยการเคลื่อนรถถังเข้ายึดรัฐสภา ที่แม้จะอยู่ใกล้หน่วยรถถังเพียงแค่เดินข้ามถนนก็ตาม
ภาพที่เกิดขึ้นเช่นนี้อดคิดในอีกมุมหนึ่งไม่ได้ว่า นี่คือ "ชัยชนะของประชาธิปไตย" … อดีตผู้นำรัฐประหารวันนี้ต้องออกเดินขอเสียงจากประชาชน … ต้องขึ้นรถไฟชั้น 3 เดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อหาเสียง และอีก "หลายๆต้อง" ในแบบที่ตอนยึดอำนาจนั้น พวกเขาไม่เคยต้องสนใจ เพราะในวันรัฐประหาร "อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน" แต่ในวันเลือกตั้ง "อำนาจรัฐเกิดจากปลายปากกา" ของประชาชนที่ใช้กาบัตรเลือกตั้ง
วันนี้ ประชาธิปไตยบังคับให้อดีตนักรัฐประหารต้องยอมรับกระบวนการเลือกตั้ง ด้วยการเป็น "นักการเมือง" และต้องขอเสียงจากประชาชนในการอยู่ในอำนาจ ภาวะเช่นนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" ชนะ แต่ต้องการบอกว่า "ระบอบประชาธิปไตย" ชนะ ดังจะเห็นได้ว่าวันนี้ผู้นำรัฐประหารถูกบังคับให้ต้อง "ลงจากรถถัง และขึ้นรถหาเสียง" เพื่อที่จะได้อยู่ในอำนาจหลังการเลือกตั้ง
วันที่ 14 พฤษภาคม นี้ กำลังบังคับให้ผู้นำรัฐประหารต้องยอมรับว่า อำนาจรัฐเกิดจาก "รถหาเสียง ไม่ใช่รถถัง" … ก็หวังว่า ผู้นำทหารในยุคหลังจะเห็นบทเรียนสำคัญว่า "อำนาจรัฐเกิดจากประชาชน" !