หากย้อนกลับไปสู่บริบททางการเมือง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า กองทัพไทยในช่วงยุคหลังสงครามเย็นนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประเด็นทางการเมือง อันเป็นผลจากการรัฐประหารที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะการรัฐประหารใน 2 ครั้งหลังคือ การยึดอำนาจในปี 2549 และ 2557 ซึ่งได้สร้าง "ภาพลบ" อย่างมากต่อมุมมองของผู้คนในสังคม เว้นแต่กับบรรดาปีกขวาจัดที่ดำรงฐานะการเป็น "กองเชียร์รัฐประหาร" ที่เข้มแข็ง
นอกจากนี้ ผลจากการบริหารประเทศหลังรัฐประหาร 2557 และการสืบทอดอำนาจต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง2562 กลับยิ่งทำให้กองทัพตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างรุนแรง จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มียุคใดสมัยใดที่กองทัพจะถูกจับตามอง และสังคมพร้อมที่จะเปิดประเด็นกับกองทัพอย่างไม่เกรงอำนาจปืนเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นใน "ระบอบประยุทธ์" ซึ่งว่าที่จริงแล้ว ไม่ใช่ระบอบประยุทธ์ในตัวเอง แต่เป็น "ระบอบสามทหาร" ของสามผู้นำรัฐประหารที่ล้วนมีอดีตเป็นผู้บัญชาการทหารบกทั้งสิ้นอันทำให้กองทัพต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมไปด้วย
นอกจากนี้ เราอาจจะต้องยอมรับการบริหารประเทศใน "ระบอบสามทหาร" นั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จในเชิงนโยบายเท่าใดนัก หากแต่มีการใช้ "นโยบายประชานิยมอย่างฟุ่มเฟือย"เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจ และใช้ในการขับเคลื่อนทางการเมือง
โดยเฉพาะการสร้างความนิยมของตัวผู้นำอย่างเห็นได้ชัด จนอาจเรียกการเมืองไทยในอีกมุมหนึ่งว่า"ระบอบประชานิยมทหาร"
นโยบายประชานิยมในอีกส่วนไม่ได้ใช้กับสังคมพลเรือน หากแต่เป็น "ประชานิยมสำหรับกองทัพ" คือนโยบายเอาใจทหารด้วยการเปิด "ใบรายการสั่งซื้อ" ยุทโธปกรณ์จำนวนมากจนเป็นเสมือนหนึ่งว่ารัฐประหารคือ รายการ "นาทีทอง" ของ "นักจัดซื้อ" ในกองทัพ
ที่จะซื้ออาวุธได้อย่างไม่ต้องคำนึงถึงเสียงคัดค้าน และเสียงวิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะอำนาจสูงสุดในระบอบรัฐประหารอยู่กับผู้นำทหาร ที่สามารถตัดสินใจในนโยบายได้อย่าง "ไร้ขีดจำกัด" และรัฐสภาก็เป็นเพียง "สภาตรายาง" ของผู้นำรัฐประหารเนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งในสภาและองค์กรอิสระล้วนได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำรัฐประหารโดยตรง
จึงทำให้การตรวจสอบกองทัพทำไม่ได้
การเมืองหลังรัฐประหารในบริบทความต้องการอาวุธ จึงเกิดภาวะ "อยากซื้ออะไรก็จะซื้อ …อยากได้อะไรก็ต้องได้" เสียงเห็นต่างจึงมีสถานะเป็น "เสียงนก-เสียงกา" ในสำนวนไทย แต่สภาวะเช่นนี้ย่อมทำให้กองทัพถูกวิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์และมาพร้อมกับเสียงเรียกร้องให้มีการปฎิรูปกองทัพก็มากขึ้นด้วย
จนแม้ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง 2562
นโยบายประชานิยมสำหรับกองทัพยังคงดำเนินต่อไป การผลักดันโครงการเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 เรือพี่เลี้ยงและอู่เรือดำน้ำ เป็นตัวอย่างที่ดี หรือแม้กระทั่งโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ เอฟ-35
ล้วนสะท้อนคำอธิบายในข้างต้น หรือตัวอย่างเช่น ในขณะที่รัฐสภาไม่อนุมัติงบประมาณในการซื้อเอฟ-35 ให้กองทัพอากาศ แต่เป็นที่รับรู้กันว่า มีการ "วิ่งเต้นลับหลัง" จนได้งบประมาณดังกล่าวมาตามที่ทหารต้องการทั้งที่คำอนุมัติขายจากรัฐสภาอเมริกันยังไม่เกิดขึ้น แต่กองทัพอากาศต้องการแสดงให้เห็นว่า"ทหารอยากได้อะไรก็ต้องได้" และรัฐสภาจะหยุดความต้องการของทหารไม่ได้
โครงการจัดซื้อจัดหาอาวุธเช่นที่สังคมได้เห็นจึงเป็นภาพสะท้อนของการเมืองไทยที่ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพอย่างมาก และสังคมอาจต้องอยู่กับ "ประชานิยมสำหรับผู้นำกองทัพ" ต่อไป
แต่หากการเมืองเปลี่ยนด้วยผลการเลือกตั้งในปี 2566 แล้ว สังคมอาจจะต้องเรียกร้องกับรัฐบาลใหม่
โดยเฉพาะหากเป็นรัฐบาลในปีกประชาธิปไตยว่า ถึงเวลาต้องลดเลิก "ลัทธิบูชาอาวุธ" ที่ให้ผลตอบแทนแก่ "เหล่าจัดซื้อ" ที่อยู่ในทุกเหล่าทัพ และควรต้องกันกลับมาดูแลชีวิตของทหารในกองทัพให้มากขึ้น
ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นสัญบัตร ประทวน หรือพลทหารที่เป็นทหารเกณฑ์ และระบบยุทโธปกรณ์ต้องไม่ใช่ "ซื้อแล้วทิ้ง" จนละเลยการปรนนิบัติบำรุง ที่อาจก่อให้ผลกระทบต่อชีวิตของกำลังพล …
ถึงเวลาที่ต้องคิดเรื่องปฎิรูปกองทัพในทุกมิติอย่างจริงจังแล้ว!