ถ้าทหารไม่เป็นมืออาชีพแล้ว ภารกิจของการป้องกันประเทศจะถูกเบี่ยงเบนให้เป็นอื่น เช่น การป้องกันประเทศกลายเป็นการแทรกแซงทางการเมือง หรือเมื่อการป้องกันประเทศไม่ถูกนิยามให้เกิดความชัดเจนแล้ว บทบาททหารจึงกลายเป็นเรื่องการสร้างอำนาจของผู้นำทหารโดยอาศัยกองทัพเป็นเครื่องมือหลัก
นทำนองเดียวกัน ถ้าตำรวจไม่เป็นมืออาชีพแล้ว การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย คำขวัญของ "แก๊งตำรวจ" เหล่านี้จึงไม่ใช่ "พิทักษ์สันติราษฎร์" แต่จะเป็น "พิทักษ์เทา" ดังเช่นที่เห็นบทบาทของตำรวจเช่นนี้ในการให้ความคุ้มครองแก่บรรดา "แก๊งจีนเทา" และ "แก๊งพนัน" เป็นต้น จนต้นทุนทางสังคมของสถาบันตำรวจในสังคมไทย ลดต่ำลงอย่างมาก นอกจากนี้ การปฏิรูปตำรวจ/ทหารมีจุดเชื่อมที่สำคัญคือ ผู้นำทหารโดยเฉพาะผู้นำรัฐประหารจะต้องยุติบทบาทในการครอบงำองค์กรตำรวจ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว"การปฏิรูปตำรวจ"จึงถูกมองจากสังคมว่า เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในกระบวนการแก้ปัญหา ไม่ว่าการปฏิรูปตำรวจจะสามารถเปลี่ยน "วัฒนธรรมองค์กร" ของตำรวจได้หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อย การเริ่มต้นการปฏิรูปคือ จุดเริ่มของการสร้างความเปลี่ยนแปลง อันจะเป็นหนทางในการ "เพิ่มทุนทางสังคม" ให้แก่องค์กรตำรวจ วันนี้องค์กรตำรวจกำลังอยู่ใน "วิกฤตศรัทธา" ที่มีภาวะ "ขาดทุนทางสังคม"อย่างน่าเป็นห่วง
การปฏิรูปตำรวจต้องเริ่มด้วยหลักการพื้นฐานว่า ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมาย และตำรวจก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายด้วย การเป็นผู้รักษากฎหมายไม่ใช่ปัจจัยที่อนุญาตให้ตำรวจมีอำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือมีอำนาจที่จะดำเนินการนอกกรอบทางกฎหมายได้ (ทหารก็อยู่ภายใต้หลักการนี้เช่นกัน) ดังนั้น การปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องถูกกำกับด้วย "ประมวลจริยธรรมและธรรมภิบาลของวิชาชีพ" และประมวลนี้จะเป็นตัวกำหนดนิยามของความเป็น "ตำรวจอาชีพ" เพื่อกำหนดอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ในสังคม
นอกจากนี้จะต้องตระหนักว่า ตำรวจในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีภารกิจไม่ได้มีเพียงในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยคือ การ "พิทักษ์สันติราษฎร์" เท่านั้น หากยังมีหน้าที่ในการ "พิทักษ์สิทธิมนุษยชน” และทั้งยังต้องทำให้องค์กรตำรวจมีสภาวะ "เปิดกว้าง-ตรวจสอบได้" เนื่องจากตำรวจเป็น "องค์กรติดอาวุธ" ของรัฐ ที่อยู่อย่างใกล้ชิดกับประชาชนในสังคม อันทำให้ การตรวจสอบตำรวจจากภาคประชาสังคม เป็นประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งในการที่สังคมจะต้องมีบทบาทในการ "กำกับ-ตรวจสอบ" เพื่อให้องค์กรและบุคลากรของสถาบันตำรวจมีความโปร่งใส และทำหน้าที่ในความเป็น "ตำรวจอาชีพ" อย่างมี "ธรรมาภิบาล"
ดังนั้น กลไกและกระบวนการตรวจสอบตำรวจ ทั้งในแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการจึงมีความสำคัญในการสร้างตำรวจอาชีพ อีกทั้ง กลไกและกระบวนการเช่นนี้จะมีบทบาทโดยตรงในการควบคุมให้ตำรวจอยู่ภายใต้กฎหมาย และปฎิบัติหน้าที่ภายใต้ข้องบังคับของ "ประมวลจริยธรรมและหลักธรรมาภิบาลตำรวจ"
แน่นอนว่า การปฏิรูปตำรวจไทยภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองและวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และการปฏิรูปไม่ใช่ในแบบที่ประธานคณะกรรมการข้าราชตำรวจ (คือนายกรัฐมนตรี) จะมาพูดแบบโยนความรับผิดชอบว่า ให้ไปจัดการกันเองทางกฎหมาย ถ้าประธาน ก. ตร. ไม่ตระหนักถึงปัญหาและความหนักหน่วงที่สถาบันตำรวจกำลังเผชิญอยู่แล้ว สงสัยก่อนจะปฏิรูปตำรวจ คงต้องปฏิรูปท่านประธานเป็นคนแรกครับ!