พรรคขั้วเดียวกัน ตัดคะแนนกันเอง
แต่เมื่อลุงตู่สู้ต่อ ทำให้เพื่อไทยมีโอกาสแลนด์สไลด์ เพราะฝ่ายไม่เอาลุงจะ "เลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์" แม้ชอบ “ก้าวไกล” แต่ต้องเลือก “เพื่อไทย” เพื่อส่งลุงกลับบ้านให้ได้ก่อน (เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับ “ชัชชาติโมเดล”)
ก้าวไกลจึงต้องสู้ เพราะแกนนำรุ่นนี้ เป็นแกนนำแถว 2 ต้องการเป็นรัฐบาลให้ได้ในการเลือกตั้งหนนี้ ถ้าพลาด รอรอบหน้า อาจไม่มีโอกาสแล้ว เพราะแกนนำแถว 1 อาจกลับมา (ขนาดไม่กลับยังกดดันหนัก เช่น กรณี อ.ปิยบุตร) หรือมีอุบัติเหตุการเมืองอื่นๆ อาจไม่มีโอกาสได้เข้าไปบริหารประเทศอีกเลย ฉะนั้นโอกาสหลังการเลือกตั้งครั้งนี้จึงใกล้ที่สุด เหมือนอยู่แค่เอื้อม
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ 2 พรรคฝ่ายเดียวกัน ซึ่งอาจจะเรียกว่า “พรรคฝ่ายซ้าย” ตามแบบชาติตะวันตก มีโอกาสตัดคะแนนกันเองสูง จนเกิด “ตาอยู่” คว้าพุงปลาไปกินได้ “ตั้งรัฐบาล”
ไทม์ไลน์พัฒนาการของความร้อนแรง “เพื่อไทย” VS “ก้าวไกล”
จากสถานการณ์ห่ำหั่นกันเองของพรรคฝ่ายเดียวกันอย่าง “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล” ไล่ดูไทม์ไลน์จะเห็นพัฒนาการของความร้อนแรงมากขึ้น ดังนี้
ฝั่ง “พรรคเพื่อไทย”
1. ก่อนสงกรานต์ เริ่มประกาศนโยบายคล้ายๆ “ก้าวไกล” ที่ตัวเองยังไม่มี เช่น หนุนเลิกเกณฑ์ทหาร ตัดงบกองทัพมาใช้ในกิจกรรมอื่น เช่น แจก 10,000 บาท
2. เริ่มพูดมากขึ้นว่าจะไม่จับมือกับพรรค 2 ลุง โดยเฉพาะ “พลังประชารัฐ” แต่พูดไม่ชัด ใช้วิธีโยนความกดดันให้ประชาชนแทน ด้วยการบอกว่า ถ้าไม่อยากให้จับมือกับใคร ต้องเลือก “เพื่อไทย” ให้แลนด์สไลด์
3. เพิ่มตัวเลขแลนด์สไลด์ จาก 252 เป็น 310 และ 376 เสียง
4. หลังสงกรานต์ ส่ง “อุ๊งอิ๊งค์” และ “เศรษฐา ทวีสิน” สองแคนดิเดตนายกฯ มาสื่อสารให้ชัดเจนขึ้นว่าจะไม่จับมือกับ 2 ลุง
5. ล่าสุด ส่งระดับมันสมอง “ภูมิธรรม เวชยชัย” มาโพสต์ทวิตเตอร์ฟาด "นโยบายก้าวไกล" ว่าเพ้อฝัน น่าจะทำไม่ได้จริง เน้นแต่สร้างกระแสในโซเชียล ยอมรับว่าเก่งจริง สำเร็จจริง แต่ในโซเชียลนะ ส่วนนโยบายที่นำมาขาย “เพื่อไทย” ทำมาหมดแล้ว ท้ังสมรสเท่าเทียม สุราพื้นบ้าน กระจายอำนาจ และอื่นๆ
6. ก่อนหน้านี้ นโยบายหลายอย่างที่ประกาศตามหลัง “ก้าวไกล” ทาง “เพื่อไทย” ก็พยายามพูดว่า ฝั่งเพื่อไทยมีโอกาสทำได้มากกว่า เพราะมีประสบการณ์ มีบุคลากรพร้อม เช่น ยกเลิกเกณฑ์ทหาร มี “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” อดีตคนจากกองทัพที่พูดภาษาเดียวกับทหารด้วยกัน หรือการพูดคุยเจรจาดับไฟใต้ “พล.ท.ภราดร” ก็เคยเป็นหัวหน้าโต๊ะพูดคุยมาก่อน แต่ “ก้าวไกล” ไม่มีบุคลากรแบบนี้ และไม่มีประสบการณ์
คาดว่าหลังจากนี้จะแรงขึ้นอีก โดยเฉพาะการชูว่า “เพื่อไทย” คือพรรคเดียวที่พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจริงๆ ด้วยแนวโน้มจำนวน ส.ส.มากกว่า 200 เสียงค่อนข้างแน่ และอาจไหลไปถึง 270 ซึ่งจะทำให้มีโอกาสสูงที่จะปิดสวิตช์ ส.ว. หากประชาชนเลือกเกิน 300 และตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ง้อ 2 ลุง เรียกว่า ส่งลุงกลับบ้านได้แบบสมบูรณ์
ฝั่ง “พรรคก้าวไกล”
1. เน้นนโยบายตรงๆ ชัดๆ แรงๆ มุ่งเปลี่ยนแปลง ยอมหักไม่ยอมงอ
2. ประกาศชัดแจ้ง ไม่ต้องถามซ้ำ ไม่จับมือกับพรรค 2 ลุง พรรคทหารจำแลง แค่พรรคนั่งร้านยังคิดหนัก ขอเป็นทางเลือกสุดท้าย
3. ย้ำชัด ถ้ารัฐบาลมีพรรคลุง พรรคใดพรรคหนึ่ง “ก้าวไกล” พร้อมเป็นฝ่ายค้าน (ได้ใจคนมาก)
4. เปิดนโยบายชนกับทหาร ปฏิรูปกองทัพ รื้อโครงสร้างกองทัพ ลดนายพล เลิกเกณฑ์ทหาร คือมีข้อเสนอเป็นรูปธรรม ส่งคนไปดีเบต เพื่อยืนยันว่าศึกษาเรื่องเหล่านี้มาจริง (ผิดหรือถูก ผลเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่อง แต่เบื้องต้นคือแสดงให้เห็นว่าผ่านกระบวนการคิดมาจริง)
5. ปิดจุดอ่อนเรื่องการตั้งรัฐบาล ด้วยการที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ประกาศผ่านเนชั่นเป็นที่แรก ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ 3 บก. ว่า มีโอกาสได้ ส.ส.เกิน 100 เสียง และอาจได้มากถึง 160 เสียง ซึ่งหากไปถึงจุดนั้น ก็พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี และทำนโยบายที่ประกาศให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็วที่สุด