ต้องไม่ลืมว่า การสอบว่าที่ ส.ส.ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะทำให้อีกฝ่ายได้ประโยชน์ไป-กลับ สมมติฝ่ายชนะเลือกตั้งได้ 270 เสียง ฝ่ายแพ้ได้ 230 เสียง ถ้าฝ่ายชนะโดนสอย 20 เสียง ไม่ใช่เหลือ 250 เสียงเท่านั้น แต่เสียงเกินกึ่งหนึ่งเพื่อตั้งรัฐบาลมันจะลดลงไปด้วย เหลือแค่ 240 เสียง จะทำให้ฝ่าย 230 เสียง มีลุ้นง่ายขึ้น หางูเห่าแค่ 6-7 เสียง อาจจะชิงตั้งรัฐบาลได้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ พรรคเล็กจึงอาจจะกลับมามีบทบาทอีกครั้ง หากฝ่ากระแสแลนด์สไลด์ กระแสพรรคใหญ่ และกติกาบัตร 2 ใบเข้าสภาไปได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าบางพรรคมีสิทธิอยู่เหมือนกัน
ย้อนกลับไปเลือกตั้งปี 62 “ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ให้ข้อมูลกับ “เนชั่นทีวี” ว่า พรรคใหญ่ 5 พรรค ได้คะแนนพรรค หรือคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ (แต่ตอนนั้นไม่มีบัตรเลือกตั้งแยก) ไปทั้งหมด 31 ล้านเสียง บวกกับบัตรเสียราวๆ 2 ล้าน ทำให้เหลือคะแนนที่ไม่ได้เลือกพรรคใหญ่ ราวๆ 5.4 ล้านเสียง (จากผู้ออกไปใช้สิทธิทั้งหมด 38 ล้านเสียงเศษๆ)
5.4 ล้านเสียง คิดเป็นราวๆ 14% ของผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (38 ล้านคน) เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เลือกพรรคใหญ่ แต่เลือกพรรคเล็ก พรรคท้องถิ่น พรรคที่ชูตัวบุคคล (เช่น พรรคเสรีรวมไทย ชู พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ , พรรคประชาชาติ เป็นพรรคชายแดนใต้) และเลือกพรรคเล็กๆ ที่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จัก แต่คนกลุ่มนี้นิยมเลือก
ก้อนคะแนน 5.4 ล้านเสียง อ.สติธร บอกว่าน่าจะทับซ้อนกับกลุ่ม 32% ที่ “เนชั่นโพล” สำรวจรอบแรกแล้วพบว่า ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด นอกเหนือจากกลุ่มที่ลังเลว่าจะเลือก “ก้าวไกล” หรือ “เพื่อไทย” (ฝ่ายเสรีนิยม) และลังเลว่าจะเลือก “รวมไทยสร้างชาติ” , “ประชาธิปัตย์” หรือ “พลังประชารัฐ” (ฝ่ายอนุรักษ์นิยม) ฉะนั้นก้อนคะแนนนี้จึงมองข้ามไม่ได้ และอาจเปลี่ยนผลเลือกตั้งได้เหมือนกัน