พรรคเสรีรวมไทย
นโยบายยาเสพติดเป็น 0
-ตั้งเป็นวาระแห่งชาติ และบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
-มีบทลงโทษที่รุนแรงทั้งผู้ขาย, ผู้เสพ, ผู้สนับสนุน รวมทั้งผู้รับประโยชน์ทั้งข้าราชการ และนักการเมือง
พรรคไทยสร้างไทย
-ปราบยาเสพติดให้สิ้นซาก
-นำผู้เสพมาบำบัดรักษาอย่างรวดเร็วครบวงจร
โดย ผศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัฒน์ จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย และสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้ความเห็นเอาไว้แบบนี้
-นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของพรรคการเมือง ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
-ปัญหายาเสพติดซับซ้อนขึ้นมาก แต่เมื่อได้เห็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ทำให้เกิดคำถามว่า พรรคการเมืองมีความเข้าใจปัญหาลึกซึ้งเพียงใด เพราะ
1.การจับกุมสกัดกั้นยาเสพติดในปัจจุบัน แม้ว่าการป้องกันตามแนวชายแดนจะเข้มข้น แต่กลับพบว่าปริมาณยาที่ผลิตจากกลุ่มผู้ผลิตไม่ได้ลดลงเลย แถมเพิ่มอีกต่างหาก เป็นการเพิ่มทั้งกำลังการผลิต และศักยภาพในการขนส่งสู่แนวชายแดนไทย
ฉะนั้น การจับกุมยาเสพติดภายในประเทศ จึงไม่ส่งผลต่อการลดลงของยาเสพติด เนื่องจากขบวนการลักลอบนำเข้า ยังรักษาสมดุลของตลาดเอาไว้ได้
2.การจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ค้ารายใหญ่ แม้จะแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมหันไปมองปัญหาใหม่ คือ การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ลักลอบขนยาเสพติด เพราะคือกลไกสำคัญในการลำเลียงยาเข้าประเทศไทย
3.พื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือมีความซับซ้อนมากว่าเดิม เนื่องจากกลุ่มเด็กและเยาวชนตามชุมชนชายแดน ติดยาเสพติดมากขึ้น
- มีข้อมูลว่าเยาวชนอายุตั้งแต่ 7 ขวบ ในชุมชนแนวชายแดน เริ่มใช้ยาเสพติดแล้ว โดยเฉพาะดมกาว
- เยาวชนเหล่านี้สุดท้ายจะหนีเข้าพื้นที่ป่า และกลายเป็นเหยื่อขบวนการลักลอบขนยาเสพติด ชักชวนเข้าร่วมขบวนการ ทำให้ระบบการขนส่งยาเสพติดแข็งแกร่งมากขึ้น
4.การแก้ปัญหาให้ถูกจุด ต้องพุ่งเป้าไปที่แหล่งผลิต และขบวนการลักลอบลำเลียง ส่วนการจับที่ปลายทาง รวมทั้งมาตรการยึดทรัพย์ที่หลายพรรคการเมืองหาเสียง เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และไม่ได้ยั่งยืน
5.ความท้าทายของนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของพรรคการเมือง คือ ต้องเสนอนโยบายที่มองเห็นภาพการจัดการทั้งกระบวนการ ตั้งแต่แหล่งผลิต การลักลอบนำเข้า ชุมชนตามแนวชายแดน ขบวนการขนส่ง แหล่งพักยา และการใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลก
บทสรุป คือ "ยังไม่มีพรรคไหนเสนอได้ใกล้เคียงกับสภาพจริงของปัญหา"