ทั้งนี้ ช่วงโค้งสุดท้าย จะมีเวทีดีเบตของแต่ละสื่อก็จะมีผู้ใหญ่ของพรรคไปร่วม แต่ถ้าเป็นเรื่องเฉพาะก็จะเจาะจง ส่งคนที่ถนัดไป โดยพื้นที่กรุงเทพฯ ตนมองว่า กระแสเป็นเรื่องสำคัญ บุคคลก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายสำคัญที่สุด ที่จะวัดว่าจะเป็นไปในทิศทางใดและจากการหารือกับหัวหน้าพรรค ยังอยากได้จำนวนส.ส.เท่าเดิม คือ 12 ที่นั่งหรือบวกลบ
ส่วนจุดขายของพรรคพลังประชารัฐ ที่เกี่ยวกับคนกรุงเทพฯ จะเป็นในเรื่องภาพรวม เพราะกรรมการบริหารแต่ละคนที่มาดูแลกรุงเทพฯล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นเรื่อง
ปัญหาและทางแก้เรามีอยู่แล้ว ส่วนการเสนอนโยบาย เราจะเสนอในแนวภาพรวมที่จะพัฒนากรุงเทพฯ เพราะรู้ว่าปัญหาของกทม.ไม่ได้มีเจ้าภาพที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงเสนอกองทุนประชารัฐพัฒนาขึ้นมา ซึ่งจะเอาตัวนี้มาช่วยแก้ปัญหาให้กับกรุงเทพฯ อีกทาง
พล.อ.ประวิตรก็บอกแล้วว่า เราสามารถทำงานได้กับทุกคน เพราะฉะนั้นถ้าพรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล คงเห็นรัฐบาลพลังประชารัฐ ทำงานร่วมกับท้องถิ่นคือกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า มองพรรคไหนเป็นคู่แข่งในสนามกทม. นายสกลธี กล่าวว่า เหมือนแข่งกับตัวเองมากกว่า เพราะทุกพรรคมีการนำเสนอที่ดี แต่เรามีการนำเสนอที่แตกต่าง ถ้าสังเกตจะเห็นว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ จะไม่เจาะไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จะนำเสนอในภาพรวมในการแก้ปัญหากรุงเทพฯทั้งระบบ รวมถึง 5 จังหวัดรอบๆให้พัฒนาไปพร้อมๆกันด้วย