ก่อนนี้เรารู้กันว่า ซานฟรานซิสโกเป็นแหล่งกำเนิดของแนวความคิดใหม่ ๆ ทั้งงานศิลปะและนวัตกรรมที่ก้าวหน้ามาช้านาน ด้วยค่านิยมอันดีงามเหล่านี้ ยังไม่ต้องพูดถึงร้านอาหารที่โด่งดัง ออปชั่นของนักปีนเขา/นักเดินป่าอันไม่มีที่สิ้นสุด รวมไปถึงร้านขายยาที่ทันสมัย ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนที่ตอบแบบสอบถามในดัชนี Time Out ปี 2564 ยกให้ SF เป็น 'เมืองที่ดีที่สุดในโลก' ในปี 2564
แน่นอนว่า City by the Bay แห่งนี้มีปัญหาอยู่พอสมควร ทั้งปัญหาคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน คนจรจัด ราคาบ้านในราคาเอื้อมไม่ถึง และคุณภาพอากาศที่แย่มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงฤดูอัคคีภัยมักจะตกเป็นข่าวพาดหัว แต่มีเมืองใดบ้างที่ไม่มีปัญหาเหล่านี้ สิ่งที่ทำให้ซานฟรานซิสโกโดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อโควิด-19 สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ
ขอเล่าถึง Parklets ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์อันดีงามประการหนึ่งของเมือง
Parklets คือส่วนขยายของทางเท้า ที่ขยายออกไปเพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้น พร้อมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนที่ใช้ถนน โดยปกติ Parklets จะติดตั้งอยู่บนถนน มันคือการปรับใช้พื้นที่ถนนที่เคยใช้สำหรับจอดรถไปเป็นพื้นที่สวนสาธารณะชนาดจิ๋ว มีการตกแต่งด้วยต้นไม้และสีสัน แทนที่จะใช้พื้นที่ไปจอดรถทั้งหมด คล้ายกับเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจบนถนนหรือบนทางเท้านั่นเอง
ซานฟรานซิสโกได้รับเครดิตในการทำให้เกิดพื้นที่สาธารณะเก๋ๆ บนทางเท้าแบบนี้เป็นครั้งแรก เพราะ Parklets เป็นโครงการระดับฏิบัติการหนึ่งในโครงการ Urbanism ที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มศิลปินของสตูดิโอสหวิทยาการของนครซานฟรานฯ ชื่อ Rebar (ก่อตั้งขึ้นในปี 2547) ที่เรียกว่า Park(ing) เริ่มขึ้นในปี 2548 และเติบโตขึ้นเป็นปรากฏการณ์ทั่วโลกจนเกิดเป็น Park(ing) Day
ต่อมา Parklet หรือสวนสาธารณะบนท้องถนนก็ได้เกิดขึ้นตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก
มาพูดถึงการรับมือกับโควิด-19 ของ SF กันต่อ...เพราะนี่คือเหตุผลข้อแรกๆ ที่ทำให้ SF ได้ตำแหน่งเมืองที่ดีที่สุดในโลกในปีนี้ไปครอง
ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่รับมือกับโควิด-19 ได้ดีที่สุดเมืองหนึ่งในโลก
ในปี 2020 บรรดาผู้นำของนครได้ใช้มาตรการรับมือโควิด-19 ที่กล่าวได้ว่าเข้มงวด ดุดัน และมีประสิทธิภาพที่สุดในประเทศ ชาวบ้านชาวเมืองได้รวมตัวกันเพื่อรักษาจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของเมืองให้คงอยู่ ใช้ถนนคนเดินเพื่อสร้างพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง สร้าง parklets เก๋ไก๋สำหรับการดื่มกินกลางแจ้ง ทาสีหน้าร้านใหม่ หรือแม้แต่แชร์พื้นที่ร่วมกันเพื่อบรรเลงการอบขนม
ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีหลายสิ่งเอื้อต่อการหนีภัยโควิด-19 ด้วยสภาพอากาศที่อบอุ่นตลอดทั้งปี บรรยากาศของร้านอาหารและกิจกรรมนอกบ้านที่เฟื่องฟู กัญชาคุณภาพสูง และยังเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวแนวผจญภัยในธรรมชาติอันไม่มีที่สิ้นสุด เข้าถึงได้ง่าย ตั้งแต่การเดินป่าในพื้นที่ชนบทที่อุดมไปด้วยไวน์ หรือจะอารมณ์ผ่อนคลายบนชายหาดประดามี ที่สำคัญคือเวลานี้เนื่องจากเมืองมีอัตราการฉีดวัคซีนสูง (แถมยังมีกฎแบนผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนเข้าพื้นที่ในร่มหลายแห่ง) ทำให้ SF กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการเพลิดเพลินกับชีวิตเมืองๆ ที่พวกเราทั้งหลายอาจลืมไปสิ้นแล้วในยุคโควิด-19!
ถ้าถามว่าทำไม SF ถึงเป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกในตอนนี้ก็ต้องบอกว่า ก็เป็นเพราะการตอบสนองต่อโควิด-19 ในเชิงรุกของนคร ทำให้ SF มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้อยู่อาศัยในเมืองได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว นอกจากนี้กฎระเบียบอันเคร่งครัดของเมืองยังกำหนดให้ประชาชนแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนก่อนเข้าสู่สถานที่ประกอบธุรกิจในร่มต่าง ๆ เช่น ร้านอาหาร บาร์ และโรงยิม ซึ่งทำได้อย่างเข้มงวดแต่มีประสิทธิภาพมาก
สเน่ห์ของชุมชนที่มาชุมนุมกันในยามยาก
เมื่อโควิดนำความมืดมามาสู่เมือง ชาวนครซานฟรานซิสโกต่างช่วยกันทำงานอย่างหนักเพื่อจุดนครให้เกิดแสงสว่างขึ้นอีกครั้ง ทั้งด้วยภาพของหมีน้อยน่ารัก หรือ Honey Bear ของศิลปินนามว่า Fnnch ที่ยืนอยู่ตามบานประตู หน้าต่างของร้านค้า หรือผนังกำแพงของอาคารจนกลายเป็นสัญลักษณ์ติดตา เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หรือแม้กระทั่งการแขวนขนมปังซาวโดวจ์ไว้บนต้นไม้และเสาโทรศัพท์เพื่อช่วยให้เพื่อนบ้านเกิดแรงบันดาลใจเริ่มทำงานอดิเรกกันใหม่ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่ในบ้าน
ตัวอย่างที่สร้างสรรค์ที่สุดประการหนึ่งของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชนก็คือการเปิดตัว SF New Deal ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เริ่มต้นโดยเจ้าของร้านเบเกอรี่และซีอีโอด้านเทคโนโลยีเพื่อนำพนักงานร้านอาหารกลับมาทำงานด้วยการทำอาหารให้กับผู้คนที่ต้องการอาหารโครงการนี้นำเงินหลายล้านดอลลาร์กลับคืนสู่อุตสาหกรรมร้านอาหาร ในขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือชุมชนที่กำลังเปราะบางด้วย
การระเบิดของ parklets
ซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นนครที่มีออปชั่นบนพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ไม่มากนัก ด้วยพื้นที่มีจำกัดจำเขี่ย และก็ไม่ได้มีพื้นที่รับประทานอาหารกลางแจ้งอย่างมากมายก่ายกอง แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปสิ้นในปี 2020 เมื่อเมืองยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดผ่านโครงการพื้นที่ร่วม หรือ Shared Spaces Program อนุญาตให้ร้านอาหารสร้าง พื้นที่สาธารณะที่เรียกว่า parklets แทนพื้นที่จอดรถ ปัจจุบันกลายเป็นว่ามี parklets เกิดขึ้นมากกว่า 1,700 แห่งเรียงรายอยู่ตามถนนในเมือง โดย parklets แต่ละแห่งก็จะมีรูปแบบหรือลักษณะเฉพาะของตัวเอง บางที่ทำจากไม้ บ้างก็ทาสีด้วยจิตรกรรมฝาผนัง และอีกหลายแห่งประดับด้วยหลังคาและโคมไฟระย้า ถนนที่พลุกพล่านที่สุดของ SF หลายแห่งในเวลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นปาร์ตี้กลางแจ้งขนาดใหญ่ และด้วยความสำเร็จเบอร์นี้ คณะกรรมการเมืองได้โหวตให้พวกชาวเมืองเก็บพื้นที่เก๋ไก๋นี้ไว้ได้อย่างถาวร
อ้อมกอดที่เปิดกว้างสำหรับอุตสาหกรรมกัญชา
นับตั้งแต่กัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ - recreational marijuana กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายในแคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 2018 จำนวนร้านขายยา เลาจ์ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชาที่มีอยู่ใน SF ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โชคดีที่รัฐบาลท้องถิ่นสามารถอ่านเกมและมองว่า กัญชาเป็นธุรกิจที่ 'สำคัญ' ในช่วงการระบาดของโควิด-19 นครแห่งนี้ยังได้พยายามทำให้ผู้คนเกิดความมั่นใจว่า ไม่ได้มีแต่ผู้มีอภิสิทธิ์เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมพืชเสรีชนิดนี้ แต่ยังเฟื่องฟูสำหรับทุกคนด้วยการเปิดตัวโครงการที่มอบใบอนุญาตกัญชาสำหรับประชาชนที่ไม่ใช่คนผิวขาวและ/หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยาเสพติด ส่งผลให้มีร้านขายยาใหม่ ๆ ผุดขึ้นมากมาย เช่น Posh Green Cannabis Boutique ที่เป็นของคนผิวดำ
ประเพณีการรวมตัวและความยุติธรรมทางสังคม
เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ด้านการเคลื่อนไหวแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ซานฟรานซิสโกจะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการประท้วงมากที่สุดเมืองหนึ่ง ทั้งการต่อต้านความโหดร้ายรุนแรงของตำรวจและปกป้องชีวิตคนผิวดำในเหตุการณ์ #BlackLivesMatter และจงอย่าแปลกใจ ที่บรรดาคนหนุ่มสาวเป็นผู้นำการเคลื่อนไหว หนึ่งในการประท้วงที่ใหญ่ที่สุด นำโดยซิโมน ฌาคส์ วัย 17 ปี ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้นำผู้คนมากกว่า 15,000 คนในการเดินขบวนจากโรงเรียนมัธยมมิชชั่นไปยังสวนสาธารณะโดโลเรส หกเดือนต่อมา วัยรุ่นอีกสองคนคือ Tiana Day และ Mimi Zoila ปิดสะพาน Golden Gate ด้านหนึ่งด้วยการประท้วงยาวสี่ไมล์
อุทิศให้กับความเขียวในทุกสิ่ง
SF เต็มไปด้วยสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวที่อนุญาตให้ชาวเมืองได้อาบแดด ปิกนิก เดินป่า และดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของอ่าวซานฟราน ในขณะที่ทุกคนก็ยังปฏิบัติตามกฎการเว้นระยะห่างทางสังคม (เซ็นทรัลพาร์อาจคือศูนย์รวมของความรุ่งโรจน์ทั้งหมด แต่โกลเดนเกตพาร์คของ SF นั้นใหญ่กว่าจริง ๆ แถมยังเจ๋งกว่า - เขาเคลมมาอย่างนั้น) และการขับรถเป็นระยะทางสั้น ๆ ไปยังสถานที่พักผ่อนย่อนใจกลางแจ้งชื่อดังต่าง ๆ ก็ยิ่งทำให้ชาวนครซานฟรานยิ่งน่าอิจฉาเข้าไปอีก ทั้ง ไวน์คันทรี, ทาโฮ, บิ๊กซูร์, คาร์เมลบายเดอะซี และที่อื่น ๆ เพียงแค่รอการสำรวจ
นอกเหนือจากพื้นที่สีเขียวทั้งหมดแล้ว SF ยังเป็นผู้นำในการวางแผนสีเขียว เมืองนี้ได้สั่งแบนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง มีกลยุทธ์ในการวางแผนรับมือกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และยังได้ลงทุนจำนวนมหาศาลในระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้ระบบไฟฟ้าด้วย เรียกว่าครบทุกด้านจริงๆ
ความเชื่อในพลังศิลปะสาธารณะ
พิพิธภัณฑ์ศิลปะในซานฟรานซิสโกมีชื่อเสียงระดับโลก แต่เมืองนี้ก็ยังเป็นสนามหรือพื้นที่ของภาพสตรีทอาร์ตที่เฟื่องฟู ซึ่งมีความโดดเด่นและเติบโตมากขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ศิลปินมองว่าหน้าร้านที่เต็มไปด้วยผลงานคือโอกาสในการสร้างตัวตนและคือข้อความที่แสดงถึงความหวังให้กับเมือง พวกเขาจึงช่วยกันเติมสีสันให้กับถนนทุกสายด้วยผลงานของตนด้วย เกิดเป็นผลงานจิตรกรรมตามกำแพงและผนังของอาคารที่ปรากฏขึ้นในทุกย่าน ไม่เพียงเท่านั้นงานศิลปะใหม่ ๆ ในร้านค้ากว่า 20 แห่งในเขตคาสโตร (ในย่าน Eureka Valley คาสโตรเป็นหนึ่งในย่านชุมชนเกย์แห่งแรกในสหรัฐอเมริกา) ก็ยังมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ จากความหลากหลายของบรรดาศิลปิน ซึ่งเวลานี้ได้รับการขนานนามว่า Castro Art Project มีการนำผลงานของศิลปิน LGBTQ+, Black, Indigenous และ POC มาฝากร่องรอยไว้มากมาย
นอกจากนี้คาสโตรยังคงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเลสเบี้ยน , เกย์ , กะเทยและเพศ ( LGBT ) การเคลื่อนไหวและเหตุการณ์ในโลก
[*Castro Street ได้รับการตั้งชื่อตาม José Castro (1808–1860) ผู้นำชาวแคลิฟอร์เนียของเม็กซิโกที่ต่อต้านการปกครองของสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนียในช่วงศตวรรษที่ 19]
จะเห็นได้ว่าเมืองที่ดีที่สุดในโลกนั้นเกิดขึ้นก็ด้วยประชากรที่มีคุณภาพ โครงสร้างอันแข็งแกร่ง ความร่วมแรงร่วมใจกันของผู้คนที่ก่อเกิดประเพณีและวัฒนธรรมในชุมชน อุดมไปด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูล (แม้ในระยะห่าง) แรงบันดาลใจดี ๆ ไปจนถึงการสร้างกฎระเบียบและการทำตามกฎนั้นอย่างเคร่งครัดเพื่อผลต่อชีวิตส่วนรวมของคนในชุมชน แม้ทุกเมืองในโลกจะอุดมด้วยปัญหา แต่ทุกชีวิตในทุกเมืองล้วนต้องการนำพาตัวเองไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าทั้งสิ้น แน่นอนว่าโครงสร้างที่ดีก็คือสิ่งที่จะนำไปสู่ประชากรที่มีคุณภาพ ชุมชมที่มีวัฒนธรรมอันดีก็จะเกิดขึ้นในโลก ที่สำคัญชุมชนเหล่านั้นพร้อมที่จะรับมือและเผชิญหน้ากับทุกปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างแข็งแกร่งและด้วยจิตวิญญาณเช่นมนุษย์ที่สร้างสรรค์
ศิวดี อักษรนำ
--------------------
อ้างอิง: