หรือถ้าจะพูดให้เห็นภาพมากขึ้น Soft Power คือการแฝงวัฒนธรรมต่างๆของประเทศนั้นๆไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ชุดประจำชาติ กีฬาหรืออาหาร ให้สอดแทรกไว้ตามอุตสาหกรรมสื่อต่างๆทั้งภาพยนตร์ ดนตรี และศิลปะ และสามารถขับเคลื่อนสังคมรวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศได้
Soft Power ต่างจาก Hard Power อย่างไร?
คำว่า Soft Power ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในหนังสือ Bound to Lead: The Changing Nature of American Power ซึ่งเขียนโดยโจเซฟ ไน (Joseph Nye) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และยังเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยในหนังสือโจเซฟ ได้จำแนกประเภทของรูปแบบพลังอำนาจออกเป็นสามอย่าง ได้แก่ การบีบบังคับ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการสร้างแรงจูงใจเพื่อโน้มน้าว โดยการบีบบังคับและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจถูกจัดอยู่ในอำนาจแข็ง หรือ Hard Power ส่วนการสร้างแรงจูงใจเพื่อโน้มน้าวจะถูกจัดอยู่ในหมวดของอำนาจอ่อน หรือ Soft Power
การใช้ Hard Power เพื่อให้นานาประเทศยอมรับในข้อเสนอและปฏิบัติตามสิ่งที่เราต้องการ ด้วยการขู่เข็ญหรือบีบบังคับโดยอำนาจทางการทหาร และอำนาจทางเศรษฐกิจ อาจจะไม่ใช่แนวคิดที่ดีนักในโลกยุคปัจจุบัน แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับไม่ได้ว่ายังมีอีกหลายประเทศที่แสดงจุดยืนกับการใช้ Hard Power ในเกมส์การเมืองโลก และยังมีอีกหลายประเทศที่ใช้ Hard Power ควบคู่ไปกับ Soft Power เช่นเดียวกัน
นักวิชาการด้านการทูตระหว่างประเทศอย่าง พอล ร็อคโคเวอร์ (Paul Rockower) ถึงกับต้องบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง “Gastrodiplomacy หรือ การฑูตผ่านอาหาร” ขึ้นมาเลยทีเดียว และเขายังเสริมอีกว่ายุทธวิถีนี้เป็นการชนะใจคนด้วยการทำให้อิ่มท้อง (To win a heart with a full tummy) และยังเป็นรูปแบบการพัฒนาภาพลักษณ์ของชาติโดยการใช้ Soft Power ในการเผยแพร่วัฒนธรรม
แต่หากใช้วิจารณญาณลองตรึกตรองและกล้าตั้งคำถามสักแวบหนึ่ง ค่านิยมส่วนใหญ่ในละครไทยจัดได้ว่ามีความเป็นสากลพอที่จะผลักดันสู่เวทีระดับโลกหรือไม่? แน่นอนว่าคำตอบคือไม่! ค่านิยมตามสื่อต่างๆของบ้านเราล้วนผลิตเพื่อให้คนในประเทศเสพ Soft Power ที่แฝงมาจึงเปรียบเสมือนการหล่อหลอมให้คนในชาติว่านอนสอนง่ายต่ออำนาจนิยมก็เท่านั้น หากรัฐต้องการช่วยผลักดัน Soft Power อย่างจริงจัง การเปลี่ยนค่านิยมตามสื่อต่างๆให้มีความเป็นสากลอาจเป็นประเด็นต้นๆที่ควรหยิบมาแก้ไข
แม้ทางรัฐบาลจะออกมาเอ่ยปากชื่นชมผลงานมิวสิควิดีโอ LALISA ว่ามีการนำเสนองานฝีมือของประเทศไทย และพร้อมผลักดัน Soft Power ไทย แต่เพียงแค่คำชมอาจไม่สามารถนับได้ว่าเป็นการผลักดัน Soft Power เท่าไหร่นัก หากรัฐต้องการสนับสนุน Soft Power ไทยอย่างแท้จริง รัฐต้องเริ่มออกนโยบายวางแผนดำเนินงานที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาศักยภาพของเด็กในประเทศ เปิดพื้นที่สำหรับคนที่สนใจในศิลปะแขนงต่างๆ อัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลเพื่อให้เขาได้มีโอกาสแสดงตัวตน เปิดโอกาสให้เด็กได้มีพื้นที่แสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ และรัฐต้องปูพรมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นน้ำของ Soft Power ทั้งสิ้น
แน่นอนว่าไม่สามารถทำให้สำเร็จได้เพียงชั่วช้ามคืนแต่ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองต่อไปว่า Soft Power ในไทย จะพัฒนาต่อไปยังทิศทางไหนและจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลตามคำเคลมจริงหรือไม่