ในขณะที่อุปกรณ์พกพาตัวเล็กอย่างสมาร์ทโฟนสามารถใช้งานได้แทบจะเหมือนกับคอมพิวเตอร์ทุกประการในยุคปัจจุบัน แต่มีราคาที่ถูกกว่าและเรียกได้ว่าฮาร์ดแวร์มีความถึกทนมากกว่าสำหรับการใช้งานที่ต้องพกพาไปไหนต่อไหน แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนก็มีขีดจำกัดในการทำงานที่มีความละเอียดสูงอย่างงานตัดต่อ งานบันทึกเสียง หรืองานเขียนโปรแกรม แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันนั้นสามารถตอบสนองได้แทบจะทั้งหมดแล้ว
จากโทรศัพท์ไร้สายสู่ปลายยอดภูเขาน้ำแข็งอย่าง iPhone
หากเราหันซ้าย หรือหันขวาไปมองสมาร์ทโฟนของใครสักคนถ้าไม่เจอระบบ iOS ก็ต้องเจอ Android เป็นอย่างน้อย (ไม่นับ Harmony ของ Huawei ที่เกิดขึ้นเพราะเจอมาตรการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ) ซึ่งอาจจะดูเหมือนผูกขาดตลาดกันอยู่แค่ 2 ราย ค่ายหนึ่งก็เน้น Ecosystem แบบปิดที่เน้นความเสถียร อะไรมาช้าหน่อยไม่เป็นไรเอาชัวร์ กับอีกค่ายหนึ่งที่มีลักษณะเป็นระบบเปิดให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำไปพัฒนาให้เข้ากับฮาร์ดแวร์และแนวคิดของตัวเองได้หลากหลาย จึงเกิดการแข่งขันกันในวงของผู้ผลิตอย่างมาก นำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างรวดเร็วในขณะที่การพบเจอบัคอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก
หากมองย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อนหน้า iPhone จะเกิด ระบบปฏิบัติการสำหรับโทรศัพท์พกพานั้นเรียกว่ามีหลากหลายแทบจะเทียบเท่ากับจำนวนแบรนด์ในตลาดเลยก็ว่าได้ แต่ละแบรนด์พยายามทำฟังก์ชันของตัวเองขึ้นมาให้โดดเด่นออกมาแตกต่างกันไป แต่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปในอดีตสัก 20 ปี ศัพท์ที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน (Smartphone) นั้นอาจจะยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของสมาร์ทโฟนนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องช้านานแแล้ว ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ยุค 1970 Bell Labs Advance Mobile Phone System (AMPS) เป็นผู้พัฒนาระบบขึ้นมาและมีการใช้งานในกลุ่มขนาดเล็ก ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง Motorolla ก็ได้เริ่มต้นพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมาเช่นกัน
โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นแรกที่ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ คือ Motorola DynaTAC 8000X สนนราคาอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 1983 หากเทียบเป็นเงินไทยในสมัยนั้นก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 9 หมื่นบาท ซึ่งราคานี้สามารถออกรถกันได้เลยทีเดียว ด้วยขนาดที่ใหญ่มากบางคนถึงกับเรียกโทรศัพท์ในยุคนี้ว่า ‘กระดูกหมา’ และต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าโทรศัพท์ในสมัยนั้นไม่มีซิมให้ใส่แบบทุกวันนี้ เบอร์โทรศัพท์จะถูกผูกเข้ากับตัวเครื่องเป็นหลัก
ในปี 1987 นั้นมาตรฐานระบบเครือข่าย GSM หรือเราจะเรียกว่ายุค 2G ได้เกิดขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยจัดสรรค์การใช้งานต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นของคลื่นความถี่การโทรศัพท์ เมื่อดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วมขนาดของโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เริ่มลดขนาดลง SMS และการเล่นเกมส์ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการใช้งานหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัลได้แล้วนั่นเอง โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่แห่งยุคที่หลายคนต่างรู้จักดีคือ Nokia 3310 สุดถึกทนนั่นเอง
ภายหลังการเกิดขึ้นของยุคหน้าจอดิจิทัลแล้ว การเกิดหน้าจอแสดงผลแบบสีก็ตามมาในเวลาอีกไม่นานนักด้วยฝีมือของ SIEMENS S10 ในปี 1997 และเทคโนโลยีการสั่นเตือนไปจนถึงการรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ก็เกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน และต่อมาอาจเรียกได้ว่าเป็นยุคที่โทรศัพท์เคลื่อนที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงยุคปี 2000 ที่เป็นช่วงเวลาแห่งฟีเจอร์โฟน เริ่มต้นยุคด้วย Nokia 7110 ในปี 1999 ที่เริ่มใช้ประโยชน์จาก WAP หรือการเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สาย เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ได้แก่ การโทรศัพท์พร้อมวิดีโอ, การใช้ GPS, ระบบคาดเดาคำที่จะพิมพ์, กล้องถ่ายรูปมือถือ, การฟังเพลง MP3, MMS, Bluetooth, การเพิ่มการ์ดหน่วยความจำ และฟังก์ชันยอดฮิตของวัยรุ่นไทย (สมัยนั้น) อย่างเสียงเรียกเข้า Polyphonic ที่ไม่ใช่แค่เสียงดนตรี 8 Bit อีกต่อไป ผู้ผลิตบางรายเปิดให้ดาวน์โหลดเสียงผ่านเครือข่ายได้ บางรายถึงขนาดเอาบรรทัด 5 เส้นใส่ไว้ในเครื่องเพื่อให้แต่งเสียงเรียกเข้าเองได้ก็มี และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่คล้ายกับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกได้เกิดขึ้นในยุคนี้ในชื่อ Simon Personal Communicator (SPC) ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่เทอะทะและไม่เหมาะกับการพกพาสักเท่าไหร่
ยุคต่อมาเรียกได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนที่ใกล้เคียงกับเทคโนโลยีปัจจุบันก็ว่าได้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนี้เริ่มถูกออกแบบให้สามารถใช้งานกับเครือข่ายไร้สายได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Wifi ความสามารถในการกันน้ำ ไปจนถึงความสามารถในการท่องเว็บได้อย่างเต็มรูปแบบ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นการพิมพ์ตัวอักษรในโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็นการจดเบอร์โทร หรือการส่งข้อความล้วนแต่ต้องใช้แป้นหมายเลขในการกดซ้ำไปซ้ำมา แม้กระทั่งรุ่นใหญ่อย่าง Nokia N70 ที่ทำอะไรได้หลายอย่างแล้วก็ยังต้องการการป้อนข้อมูลในแบบเดียวกัน ในบางกรณีก็อาจลงเอยด้วยการใส่แป้นพิมพ์เต็มรูปแบบเข้ามา เช่น Nokia 3300B หรือ Nokia X5-01 ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นตลาดที่ใช้งานกันในวงกว้าง
ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีเทคโนโลยีอีกกลุ่มที่ตีคู่กันมาแต่มีการใช้งานที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มมากกว่าด้วยราคาที่แพงกว่ามากอย่าง PDA (Personal Digital Assistant) อย่าง Palm หรือ Microsoft เองที่โดดลงมาเล่นในกลุ่มของ PocketPC เองก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้มีจุดเด่นอยู่ที่การสัมผัสที่หน้าจอผ่านปากกาที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ การกดด้วยปลายนิ้วเป็นเรื่องยากลำบากและอาจทำไม่ได้ในหลาย ๆ รุ่น หน้าตาการใช้งานต้องบอกว่าเหมือนกับการใช้งานคอมพิวเตอร์โดยทั่ว ๆ ไปเลย คือ เป็นรูปไอคอนและคำสั่งให้ใช้ปากกากดเลือกใช้หรือแม้แต่การกดเลือกพิมพ์ก็ตาม โดยหนึ่งในแบรนด์ดังสำหรับ PocketPC ที่จำขึ้นใจตอนเดินฟอร์จูน คือ แบรนด์ O2 ที่ขยันออกรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ามันสามารถใช้งานได้ง่ายดายกว่าอุปกรณ์ตลาดหลักอย่าง Nokia แต่ด้วยราคาที่สูงกว่าหลายเท่าตัวและการใช้งานที่มีความจำเพาะสูง กลุ่มคนใช้จึงมีจำนวนน้อย เช่น แพทย์ หรือวิศวกรที่สามารถหาโปรแกรมเฉพาะทางในสายอาชีพมาลง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการรักษาต่าง ๆ หรือตำราสำหรับแปลคำศัพท์ก็ตาม โดยในยุคนั้นยังไม่มี Play Store หรือ Apple Store แบบในยุคนี้ แอปพลิเคชันต่าง ๆ อาจต้องค้นคว้าหาตามเว็บบอร์ดเพื่อเข้าถึงผู้จัดจำหน่ายอีกที ไม่แตกต่างจากการค้นกูเกิลเพื่อหาทุกอย่างมาติดตั้งในเครื่อง
ในปี 2007 นี่เองที่ iPhone ได้ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกและผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลดาต่างคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ของเล่นคนรวยหรือแก็ดเจ็ตทั่ว ๆ ไป แต่ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้ iPhone ได้ก้าวข้ามปัญหาอุปสรรคการใช้งานที่เคยมีมาก่อนหน้าอย่างหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่สามรถใช้งานได้ด้วยมือข้างเดียว การสัมผัสได้ด้วยนิ้ว ทำให้การใช้งานเกิดความสะดวกสบายอย่างมาก ทั้งยังมีแหล่งดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป็นหลักแหล่งบนแพลตฟอร์มของตัวเอง สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานและเปิดตลาดให้กับนักพัฒนาอย่างเป็นหลักเป็นแหล่ง นอกจากจะสามารถทำงานบนอุปกรณ์พกพาได้อย่างคล่องตัวแล้วการเสพสื่อบันเทิงก็สามารถทำได้อย่างจุใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการดู YouTube หรือแม้แต่การฟังเพลงที่เรียกได้ว่าระบบเสียงพกพาก้าวล้ำไปกว่าอุปกรณ์ส่วนมากในยุคนั้นอย่างเหลือเชื่อ แล้วสงสัยไหมครับว่าคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Android หายไปไหน?
ต้องบอกว่า Android นั้นเริ่มต้นการพัฒนาในปี 2003 มีเป้าหมายในการพัฒนาอุปกรณ์เคลื่อนที่อัจฉริยะที่สามารถรับรู้ตำแหน่งและรายละเอียดข้อมูลของเจ้าของได้ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ปี 2005 ที่กูเกิลได้เข้าครอบครองกิจการของ Android และพัฒนาต่อยอดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดตัวเวอร์ชัน 1.0 ปลายปี 2007 และในปี 2008 HTC Dream ซึ่งเป็น Android รุ่นแรกได้ออกสู่ตลาดทั่วโลก
นับตั้งแต่การเปิดตัวของ iPhone เป็นต้นมา Steve Jobs ได้ทำให้เห็นถึงการก้าวข้ามกำแพงที่อุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลายติดกับดักอยู่เป็นเวลานาน นั่นคือ ประสบการณ์ของผู้ใช้ แม้ว่าในขณะที่เปิดตัวนั้น Nokia ที่เป็นเจ้าตลาดจะมีการพัฒนา OS ของตัวเอง Microsoft ก็พยายามขยับตัวอย่างช้า ๆ Sony ที่เน้นไปที่ตลาดกลุ่มโทรศัพท์ฟังเพลงและถ่ายรูป Blackberry ที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและการเข้ารหัสในการใช้งาน หรือแม้กระทั่ง LG ที่เปิดตัว LG Prada โทรศัพท์หน้าจอสัมผัสเครื่องแรกซึ่งเปิดตัวก่อน Apple ก็ต่างล้มหายตายจากกันไป ผู้เล่นที่พัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทโฟนรายหลัก ๆ ในปัจจุบันจึงเหลืออยู่แค่เพียง iOS และ Android ที่ต่างดึงเอาจุดเด่นของระบบปฏิบัติการของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพ
แม้ว่า iOS และ Android จะเป็นระบบปฏิบัติการที่มีโครงสร้างแตกต่างกัน แต่จุดร่วมของทั้งสองสายนั้นก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ตั้งแต่โครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบ ARM ที่ทำให้ประมวลผลได้รวดเร็ว มีขนาดเล็กและใช้พลังงานน้อยกว่า ไปจนถึงการที่เจ้าของระบบทั้งสองมองการณ์ไกลไปถึง Ecosystem ของการใช้งานในอนาคต นั่นหมายความว่าถ้าคุณใช้ Android หรือ iOS คุณจะไม่ได้เพียงใช้เครื่องเท่านั้น แต่คุณจะได้รับระบบนิเวศน์ที่มาพร้อมกับการใช้งานอื่น ๆ พร้อมกันไปด้วย ซึ่งระบบที่ว่านี้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับบริการและแพลตฟอร์มอื่นได้อย่างแนบเนียนจนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ว่า Search Engine, GPS, การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ถ้าจะบอกว่าทั้งสองระบบนี้แตกต่างจากระบบที่ล้มตายกันไปอย่างไร Ecosystem ของผู้ใช้เป็นจุดแตกต่างที่สำคัญที่สุด เพราะนอกจากจะมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แล้ว Ecosystem ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์การใช้งานระบบปฏิบัติการนั้น ๆ อีกด้วย
นายทศธิป สูนย์สาทร
ผู้หลงใหลในเสียงดนตรี ความงาม และเทคโนโลยี
--------------------
Ref: