เรื่องเล่าของพื้นที่รอยต่อแห่งอำนาจ การเดินทางของพระถังซัมจั๋ง ความทรงจำของมาร์โคโปโล หนามยอกอกของจีน และความมั่นคงของตาลีบันในอนาคต

          ภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ซินหัวของจีนปรากฏภาพนายมูลเลาะห์ อับดุล กานี บาราดาร์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มตาลีบัน เดินทางไปพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน หวังอี้ ที่เมืองเทียนจิน เพื่อพูดคุยเรื่องความร่วมมือในหลายมิติ ท่าทีของทั้งสองฝ่ายที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกไร้ซึ่งความเกลียดชังและญาติดีกันจนเป็นที่ถูกพูดถึงมากมาย   

การพบกันของผู้แทนตาลีบันและจีนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมาซึ่งได้รับความสนใจไปทั่วโลก           ผู้เขียนเห็นภาพนี้แล้วก็เกิดอาการขนลุกขึ้นมาชั่วขณะเพราะรับรู้ถึงการมาของ  ‘ประวัติศาสตร์บทใหม่ที่จะเขียนด้วยอำนาจขั้วใหม่บนดินแดนอัฟกานิสถาน’  อันที่จริงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างจีนและตาลีบันมีมาอย่างยาวนานและไม่เคยจางหายไป แต่มันกลับน่าสนใจตรงที่ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะแน่นแฟ้นแค่ไหน อาจขึ้นอยู่กับดินแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งเป็น  ‘รอยต่อ’ แห่งอำนาจที่สำคัญ ที่มีชื่อเรียกว่า ‘ฉนวนวาคาน’


เป็น ‘ติ่ง’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
          ถ้าเข้าไปลอง ‘search’ แผนที่ของประเทศอัฟกานิสถาน และเลื่อนไปดูทางด้านตะวันออกสุดของประเทศ จะพบกับพื้นที่ติ่งเล็ก ๆ ที่ยื่นออกไปเป็นแท่ง ที่เห็นเพียงครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันผิดธรรมชาติ! และหาได้น้อยมากบนแผนที่โลก นั่นแหละคือดินแดน Wakhan corridor หรือฉนวนวาคาน ที่มีความยาวกว่า 320 กิโลเมตร แต่มีความกว้างแค่เพียง 18 กิโลเมตร เท่านั้น โดยมีปลายสุดของแผ่นดินเป็นชายแดนติดกับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน

ฉนวนวาคาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน เป็นพื้นที่แห่งเดียวที่เชื่อมต่อกับประเทศจีน

          อาณาเขตดินแดนแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในปี ค.ศ.1895 จักรวรรดิรัสเซียและจักรวรรดิอังกฤษได้ทำข้อตกลงร่วมกันที่จะใช้พื้นที่นี้เป็น ‘เขตกันชน’  หลังจากที่ทั้งสองฝั่งทำสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจในพื้นที่เอเชียกลาง โดยมีอัฟกานิสถานเป็นหัวใจสำคัญ .. หลังจากสู้รบกันมานาน ทั้งสองฝ่ายก็สมัครใจว่าควรจะมีเขตกันชนที่ไม่ให้ทั้งสองจักรวรรดิรุกล้ำกันไปมากกว่านี้ ฉนวนวาคานจึงมีรูปลักษณ์อย่างที่เห็น แลกมากับการกลายเป็นดินแดนที่ไม่ถูกแตะต้องจากสงคราม 

 

เล็กแต่เต็มไปด้วยพิษสง ... ความโหดของภูมิประเทศที่พระถังซัมจั๋งยังร้อง!
          แม้จะมีสัดส่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของอัฟกานิสถาน แต่มันกลับเต็มไปด้วยพิษสงร้ายกาจ เริ่มจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นจุดบรรจบของ 3 ภูเขาสูงสำคัญของโลกที่มาอัดแน่นรวมตัวกัน ได้แก่เทือกเขาฮินดูกูซ คาราโครัมและปารมีร์ .. ถึงตอนนี้อยากให้จินตนาการถึงช่วงหน้าหนาวว่าจะเป็นอย่างไร


          ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 629 พระถังซัมจั๋ง ได้ตัดสินใจเดินทางจาริกแสวงบุญไปยังประเทศอินเดีย มีตอนหนึ่งที่ท่านได้อธิบายถึงการเดินทางผ่านดินแดนแห่งนี้โดยใช้เวลา 7 วัน 7 คืนใจความว่า ... ‘ภูเขาที่ว่าชันแล้วก็ยังชันเข้าไปอีก ที่นี่ทำให้ไม่เข้าใจถึงการมีอยู่ของฤดูร้อนและฤดูไม้ไม้ผลิ  ลมแรงและหิมะตกหนัก ไม่มีสักที่ที่จะแห้งพอให้นอนและกิน จนต้องจำใจต้องนอนบนน้ำแข็ง’ ในการเดินทางขากลับพระถังซัมจั๋งจึงได้เดินทางในช่วงฤดูร้อน ในขณะเดียวกันพระจักรรพรรดิก็ถึงกับต้องส่งยามาไว้ให้เผื่อฉุกเฉิน! ... 

ช่องทางเดียวในพื้นที่ฉนวนวาคานที่สามารถเดินทางจากจีนมาอัฟกานิสถานได้ เรียกว่า Wakhjir Pass

          ไม่เพียงแต่พระถังซัมจั๋งที่ได้บันทึกความโหดของสภาพพื้นที่นี้ แต่พระฟาเหียน ซึ่งเคยเดินทางไปจาริกแสวงบุญยังอินเดียก่อนพระถังซัมจั๋งในช่วงราชวงศ์จิ้น ราวปีค.ศ.399 ก็เช่นกัน ท่านได้บรรยายไว้ว่า ... ‘ ไม่มีนกสักตัวบนท้องฟ้า ไม่มีแมลงสักตัวบนผืนดิน มีแต่ที่ราบกว้างใหญ่ที่ไม่จบสิ้น’


          ทุกวันนี้พื้นที่ฉนวนวาคานก็ยังไม่ได้มีคนอยู่อาศัยมากนัก มีการคาดการณ์ว่าน่าจะมีประชากรหลักหมื่นกระจัดกระจายออกไป ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ ‘ยากจน’ ‘ยากต่อการเข้าถึง’ และ ‘ยากต่อการอยู่อาศัย’ มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Wakhi คือหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในฉนวนวาคาน ซึ่งอาศัยแบบกระจัดกระจายกันในพื้นที่ซึ่งยากจะเข้าถึงแห่งนี้
อำนาจแห่งรอยต่อ จากเส้นทางการค้าสมัยโบราณสู่ห้วงสงครามกับสหรัฐอเมริกา
          ทำเลคือที่สุดของทุกสิ่ง .. แม้จะเป็นพื้นที่กันดาร และแทบจะร้างผู้คน แต่กลับได้ชื่อว่าเป็น ‘อำนาจแห่งเอเชียกลาง’ ด้วยทำเลที่ตั้งตรงกลางทวีป เส้นทางนี้จึงเคยเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เส้นทางสายไหมโบราณ’ และเป็นประตูการค้าที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของจีนสู่เอเชียกลางและยุโรป


          ในปี ค.ศ.1275 มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเวนิสก็เคยเดินทางมายังฉนวนวาคานแห่งนี้ระหว่างการเดินทางไปเข้าเฝ่ากุบไล่ข่าน  ฮ่องเต้พระองค์แรกของราชวงศ์หยวน และทำให้โลกได้รู้จักกับแกะที่มีเขาขนาดใหญ่และม้วนเป็นวง  ซึ่งภายหลังถูกตั้งชื่อตามตัวเขาเองว่า ‘แกะมาร์โคโปโล’ 

แกะมาร์โคโปโล ซึ่งได้รับชื่อตามบันทึกของมาร์โคโปโลที่พบเจอระหว่างการเดินทางมายังจีน           แม้เส้นทางสายไหมโบราณจะไม่ได้รับความนิยมอีกแล้ว แต่จีนก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับประเทศในแถบเอเชียกลางเสมอมา  จนกระทั่งสถานการณ์ก่อการร้ายจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงแผ่ขยายไปทั่วโลก  จากที่จีนมีนโยบายไม่แทรกแซงมานานหลายทศวรรษ และเน้นเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเสียมากกว่า .. กลับต้องยกเว้นให้แก่อัฟกานิสถาน 

 

พรมแดนที่ไม่เคยเปิด
          ในปี ค.ศ.2007 จีนได้ชนะประมูลสัมปทานเหมืองแร่ทองแดงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอัฟกานิสถานและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เหมืองแห่งนี้มีสายแร่จำนวนมหาศาลที่ยังไม่มีใครได้แตะต้อง และถือเป็นการลงทุนจากต่างชาติที่มีมูลค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน!  ในขณะนั้นจีนยังเสนอแผนเพิ่มเติมที่จะเสนอการสร้างโรงพลังงานขนาดใหญ่และถนนจากจีนเข้าไปยังเหมือง ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าการลงทุนอีกกว่า 3 เท่า ... แต่ท้ายที่สุดถนนที่จะนำไปสู่การเปิดชายแดนไม่เคยเกิดขึ้น

 

          แม้ในปีค.ศ.2009 อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา อยากจะร่วมมือกับจีนด้วยการให้จีนเปิดพรมแดน  เพื่อสหรัฐอเมริกาจะได้ส่งกำลังพลและเสบียงผ่านเส้นทางดังกล่าวไปยังอัฟกานิสถาน ก็ยังได้รับการปฏิเสธจากจีน ... ในช่วงปีเดียวกันนั้นเองรัฐบาลอัฟกานิสถานได้เรียกร้องให้จีนเปิดช่องทางหลักนี้ และสร้างถนนที่จะเชื่อมต่อระหว่างกันเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่จีนก็แบ่งรับแบ่งสู้ และโครงการสร้างถนนเชื่อมต่อพรมแดนก็ไม่เคยเกิดขึ้น

 

จีนไม่เคยยินยอมที่จะเปิดพรมแดนที่มีความยาวเพียง 18 กม.นี้เลย เพราะอะไร?
          ปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นหนามยอกอกของจีนมาเสมอ นั่นคือ ’กลุ่มแบ่งแยกดินแดน’  

 

          ที่ซินเจียง ดินแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจีนซึ่งติดกับฉนวนวาคาน  คือพื้นที่ซึ่งมีชนพื้นมืองเชื้อสายเติร์กอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘อุยกูร์’  จีนเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ได้ร่วมขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออก (ETIM) เพื่อแบ่งแยกดินแดนและตั้งเป็นรัฐใหม่  เคยมีการตั้งข้อสงสัยว่าขบวนการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มตาลีบัน และการเปิดพรมแดนจะยิ่งเป็นการอำนวยความสะดวกในการซ่องสุมกำลัง การจับผู้ก่อการร้ายจะเป็นไปได้ยากขึ้นและทำให้ความมั่นคงทางชายแดนจีนต้องสั่นคลอน

 

สัญญาลูกผู้ชาย .. ตาลีบันVSจีน
          หลังจากที่สหรัฐตัดสินใจถอนกำลังพลออกจากประเทศอัฟกานิสถาน ตาลีบันได้ทำการเข้ายึดหัวเมืองใหญ่ในประเทศ และชนะสงครามครั้งนี้ .. ในขณะเดียวกันก็เกิดความเคลื่อนไหวที่ฉนวนวาคานเช่นกัน

 

          มีรายงานว่ากลุ่มตาลีบันพร้อมกับรถแค่เพียง 4 คันเข้ามาในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนพื้นที่ฉนวนวาคาน ทันทีที่เสียงกู่ร้องดังว่า “รัฐอิสลามจงเจริญ”  ต่อหน้าชาวบ้านหลายสิบคนก็เป็นวินาทีที่พื้นที่ห่างไกลแห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของตาลีบัน  

 

          ตาลีบันไม่เคยสนใจฉนวนวาคาน  และไม่เคยรุกล้ำเข้ามาด้วยสภาพภูมิประเทศ และสภาพอากาศที่โหดร้าย ความเคลื่อนไหวนี้จึงมีนัยยะสำคัญ เพราะแม้จะเล็กแต่ส่งผลยิ่งใหญ่ต่อก้าวเดินต่อไปของตาลีบันเป็นอย่างมาก ...

 

          มีการคาดเดาว่านี่คือการส่งสารแสดงให้จีนได้มั่นใจว่า ‘พื้นที่ที่จะกระทบกับความมั่นคงของจีนมากที่สุดอยู่ใต้การดูแลของพวกเขาเป็นอย่างดี’ 

 

          หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ผู้แทนของกลุ่มตาลีบันได้เดินทางไปพบรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของจีน

 

          ถ้อยแถลงความร่วมมือเป็นไปด้วยท่าทีเป็นมิตร  ตาลีบันได้ย้ำถึงการที่จะปกป้องไม่ให้อัฟกานิสถานป็นพื้นที่ซ่องสุมกำลังของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่จะเป็นปฏิปักษ์กับจีนได้ ในขณะเดียวกันก็จะดำเนินการด้านเสถียรภาพทางการเมือง แลกมากับความหวังที่จะให้จีนลงทุนสาธารณูปโภคในประเทศที่ล่มจมไปเพราะสงคราม รวมไปถึงการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตด้วยธุรกิจการทำเหมือง และแน่นอนว่าประเด็นการสร้างถนนที่จะ ‘เชื่อมรอยต่อ’ พรมแดนระหว่างจีนกับอัฟกานิสถานในพื้นที่ฉนวนวาคานได้ถูกพูดถึงอีกครั้ง

 

ฉนวนวาคาน .. รอยต่อแห่งอำนาจในค.ศ.2021
          ผลประโยชน์อีกข้อหนึ่งที่ต้องจับตาคือ นโยบายเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative)  ของจีน ที่ได้รับการตอบรับจากประเทศในเอเชียกลางเป็นอย่างมาก รวมไปถึงท่าทีของจีนที่สนใจจะรวมเอาอัฟกานิสถานเป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย เพื่อขยายช่องทางการค้าของตนเองในภูมิภาคเอเชียกลางให้มากขึ้นกว่าเดิม ...  

 

          แม้ผลประโยชน์จะรออยู่มหาศาล แต่ถ้าดูให้ดีแล้วสาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวก็ยังคงตั้งอยู่บนเงื่อนไขของเสถียรภาพทางการเมือง ความสงบของประเทศ และการทำให้กลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ในอัฟกานิสถานอยู่ในโอวาท!! เหมือนฉายหนังซ้ำแต่ใช้คนละวิธีการกับที่สหรัฐอเมริกาทำมาแต่เดิม

 

          ก็น่าติดตามไม่น้อยว่า ฉนวนวาคานซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกตัดขาด หากกลับมาเชื่อม ‘รอยต่อ’ ได้อีกครั้ง อำนาจใหม่จากขั้วผลประโยชน์ใหม่ และวิธีการใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะพาจีนและตาลีบันไปอยู่ ณ จุดไหนในอนาคต

 

พีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์

 

--------------------

ที่มา :  
https://www.insider.com/afghanistan-china-tiny-46-mile-border-what-it-is-like-2019-6
https://foreignpolicy.com/2021/08/14/china-afghanistan-wakhan-corridor-imperial-ambitions/
https://www.smh.com.au/world/asia/the-taliban-conquest-of-a-thin-strip-of-land-could-change-afghanistan-20210708-p587yv.html
https://www.bbc.com/travel/article/20210701-a-new-road-to-an-inaccessible-land
https://en.wikipedia.org/wiki/Wakhan_Corridor
https://en.wikipedia.org/wiki/Marco_Polo_sheep
https://hir.harvard.edu/wakhancorridor/
https://min.news/en/news/dba88ee390c36cdcf748814df4bfa0ae.html
https://min.news/en/travel/61f3d7c163b48ae2cfb350b88a2232d5.html
https://inf.news/en/history/b7a648a7bc69571aec8d5afc1c1b0561.html
https://thediplomat.com/2021/08/does-the-belt-and-road-have-a-future-in-taliban-ruled-afghanistan/
https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=48095&filename=house2558_2