หากการวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้ ซึ่งสนามสุดท้ายที่โปแลนด์ มีเพียง 8 ทีม การแบ่งสายจะเป็น สายเอ กับ สายบี ซึ่งการจัดทีมนั้นจะจัดจากแรงกิ้งคะแนนสะสม 1-8 โดยทีมอันดับ 1 กับ 2 จะเป็นทีมวาง ส่งผลให้สายเอ จะมี เคนย่า, โคลอมเบีย, ไทย , อูกันดา และ สายบี มี แอฟริกาใต้, อาร์เจนติน่า, เช็ก, โปแลนด์
ซึ่งโอกาสที่ไทย จะเข้าเป็น 1-2 ของสายยังพอมีหนทาง เพราะทั้ง โคลอมเบีย ที่ล่าสุดเคยเจอกันมาในเลก 2 โดยไทยเสียเปรียบผู้เล่น 5 ต่อ 7 คน ยังเกือบชนะได้ ส่วนปี 2023 แข่งกันแบบ 7 ต่อ 7 คน ไทยชนะอย่างราบคาบ ส่วน อูกันดา นั้นแพ้ทางไทยอยู่แล้วเพราะเจอกันเมื่อไร มักเป็นไทยที่กำชัยได้อย่างต่อเนื่อง แต่ เคนย่า ยังไม่เคยเจอกัน ก็ได้แต่หวังลึกๆว่าจะสู้ได้อย่างสูสี
นอกจากฝีมือของสาวไทยแล้ว การวางแผนของทีมงานก็มีส่วนสำคัญมาก เพราะจากข้อมูลสภาพดินฟ้าอากาศที่เมืองกรากุฟ ช่วงวันที่ 11-12 เมษายน อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 3-14 องศา และโอกาสที่ฝนจะตกมี 23% ส่วนเมืองไทยไม่ต้องพูดถึงเพราะเดือนเมษายนแตะถึง 40 องศาแน่นอน ฉะนั้นการวางแผนเดินทางเพื่อไปปรับร่างกายจึงเป็นส่วนสำคัญ
อีกทั้งสนามสุดท้ายเพื่อหา 4 ทีมสุดแกร่ง ย่อมใส่กันแบบจัดหนักจัดเต็มแน่นอน อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่การวางแผนของโค้ชแล้วว่าจะรักษาสภาพร่างกายนักกีฬาอย่างไร เพื่อไม่ให้บาดเจ็บเหมือนอย่าง นันทัชพร ยอดยา ผู้เล่นตัวรุกของไทยที่เจ็บหนักจนปิดเทอมยาวไปแล้ว รวมไปถึงการหายไปของ วรรณรี มีโชค กัปตันทีมที่ติดโทษแบน ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของแนวรับ