“ลอรี่ พงศ์พล” หนุน TH-AI Passportt กาง 5 เหตุผลคุ้มค่า-โต้โกง
12 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“ลอรี่ พงศ์พล” หนุน TH-AI Passport ชี้งบ 1,621 ล้านสุดคุ้ม อัปสกิล SMEs แก้ปมโกงด้วยระบบจ่ายตามจริง วอนรัฐเดินหน้าอย่าสั่งเบรก เสี่ยงโดนฟ้อง
ข่าว
12 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“ลอรี่ พงศ์พล” หนุน TH-AI Passport ชี้งบ 1,621 ล้านสุดคุ้ม อัปสกิล SMEs แก้ปมโกงด้วยระบบจ่ายตามจริง วอนรัฐเดินหน้าอย่าสั่งเบรก เสี่ยงโดนฟ้อง
KEY
POINTS
12 มิถุนายน 2569 พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น พร้อมประกาศหนุนโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี เมื่อวานนี้ ชี้แจงถึง 5 เหตุผลความคุ้มค่าทางงบประมาณ ที่จะช่วยอัปสกิล SMEs และเยาวชนไทยไทยยุคดิจิทัล พร้อมเสนอตั้ง คณะกรรมการร่วมตรวจสอบเคลียร์ปมทุจริต ย้ำชัด AIPassport มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชาติ ไม่ควรสั่งยกเลิก หวั่นรัฐโดนฟ้องและประชาชนเสียโอกาสสำคัญในเวที เทคโนโลยี โลก
เสียงขานรับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็มีไม่น้อยเช่นกัน อย่าง “ลอรี่” พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ ในฐานะผู้ใช้ AI และโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งรับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยี ได้ไปร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวานนี้ โดย "ลอรี่" ให้สัมภาษณ์รายการ “เนชั่นวิเคราะห์” ว่า ตนสนับสนุนโครงการด้วยเหตุผล 5 ประการ
1. ความคุ้มค่าทางงบประมาณ เพราะเมื่อนำงบประมาณ 1,621 ล้านบาท มาหารเฉลี่ยกับเป้าหมายผู้ใช้งานคนไทยประมาณ 5 ล้านคน จะตกเป็นต้นทุนเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งถูกกว่ากรณีที่ประชาชนหรือผู้ประกอบการต้องไปซื้อแพ็กเกจ AI พรีเมียมใช้เองตามปกติ เพราะจะต้องเสียค่าบริการส่วนตัวสูงถึงเดือนละ 600 กว่าบาท หรือบางคนอาจจ่ายเป็นพันบาท ดังนั้นโครงการนี้จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากในการกระจายเครื่องมือระดับพรีเมียมให้ประชาชน
2. ประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะ “อัปสกิล-รีสกิล” เพราะเท่าที่ฟัง โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเยาวชน นิสิตนักศึกษา กลุ่มคนเริ่มทำงานใหม่ หรือ First Jobber และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs ที่ต้องการนำ AI ไปปรับใช้เพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจของตน
"ลอรี่" กล่าวว่า ยิ่งเมื่อวานได้รับฟังคำอธิบายรายละเอียดโครงการ จึงได้ทราบว่ามีการเพิ่มระบบ "การสอนและหลักสูตรการใช้งาน" ที่เหมาะกับแต่ละอาชีพ เช่น ถ้าเป็น SMEs ก็มีหลักสูตรช่วยขายของ ทำคลิปโปรโมตร้าน หรือถ้าเป็นนักบัญชีที่ต้องจัดการไฟล์ Excel ก็จะมีแนวทาง Prompt เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ คือ มีบทเรียนเฉพาะทางให้ศึกษา ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่ใช่แค่เอาไปแต่งภาพเล่น
3. รัฐจ่ายตามการใช้งานจริง หรือ Pay-per-use เรื่องนี้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมชี้แจงว่าจะพิจารณาเงื่อนไขให้รัฐจ่ายเงินเฉพาะส่วนที่มีการประมวลผล หรือใช้งานจริงเท่านั้น หากวันไหนไม่มีการใช้งาน หรือโควตาเครดิตโทเคนเหลือ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้เอกชนฟรีๆ จึงน่าจะลดปัญหาเรื่องเงินทอนตามที่มีกระแสวิจารณ์ไปได้
4. ระบบมีความเสถียรและรองรับผู้ใช้งานได้จำนวนมาก โดยคุณลอรี่กล่าวว่า ข้อมูลที่ฝ่ายคัดค้านระบุว่าสามารถเข้าใช้งานได้พร้อมกันแค่ 138-139 คนนั้น เป็นการคำนวณที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะข้อมูลที่โครงการระบุว่าสามารถเข้าใช้ได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง ก็สามารถใช้ได้จริงตามนั้น ไม่ใช่นำตัวเลขนี้ไปหารเป็นวินาทีอย่างที่มีการคำนวณกัน
5. กระบวนการจัดทำทีโออาร์และการเสนอราคาถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่มีการระบุว่าทีโออาร์มีปัญหา เขียนไม่ชัดเจน น่าจะเป็นปัญหาของระบบราชการที่ใช้วิธีคัดลอกและวาง (Copy-Paste) ทีโออาร์จากโครงการอื่นมาตัดแปะ ซึ่งตนเคยพบเห็นบ่อยๆ เมื่อครั้งทำหน้าที่ตรวจสอบในกรรมาธิการคณะต่างๆ
ส่วนประเด็นเรื่อง "ความสัมพันธ์ส่วนตัว" ระหว่างรัฐมนตรีกับคู่สัญญา ลอรี่มองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในแวดวงไอทีคนก็รู้จักกันหมด และการรู้จักหรือไม่รู้จักไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่า จะมีการทุจริตหรือไม่ หากตั้งใจจะทุจริต ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันก็ทุจริตได้มากกว่าเสียอีก
ลอรี่กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการนี้มีประโยชน์มาก จึงไม่เห็นด้วยกับเสียงเรียกร้องจากบางฝ่ายให้ยกเลิก เพราะหน่วยงานรัฐเสี่ยงโดนเอกชนฟ้องร้อง และประชาชนก็จะเสียโอกาส จึงขอเสนอให้ตั้ง "คณะกรรมการตรวจรับงานร่วมระหว่างรัฐและภาคประชาชน" เพื่อเข้ามาช่วยตรวจสอบและรัดกุมการส่งมอบงานในแต่ละเฟส ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการส่งมอบที่แท้จริง จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ข่าวล่าสุด