ชวนคอข่าว แฟนเพจคุณหมอ คนที่รักคุณหมอกฤตไท มาร่วมส่องโพสต์สุดซึ้งสุดประทับของบรรดาแฟนๆ แฟนคลับของคุณหมอกฤตไท หลังจากที่ทุกคนได้อ่าน หนังสือสู้ดิวะของคุณหมอ มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง? ทีมข่าวคัดสรรมาจากที่ปักหมุดและอ่านด้วยตนเองแล้ว คิดว่าควรนำมาขยายต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านข่าวนี้..
ส่องโพสต์สุดประทับใจ ที่แอดมิน "เพจสู้ดิวะ" ปักหมุดไว้ให้อ่าน
หนังสือพลังบวก+++แห่งปี❤️ #สู้ดิวะ
..
อ่านจบก็คิดว่าชีวิตแค่นี้เลยจริงๆ มันเปราะบางมาก
ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา เราไม่สามารถควบคุมได้ทุกสิ่ง
ไม่รู้วันไหนที่จะเป็นเทิร์นเราหงายการ์ดมา
แล้วเจอไพ่โชคร้าย ไม่มีใครบอกได้
แต่ถ้าอย่างน้อยในวันโชคร้ายนั้น
เราได้เตรียมวิธีการรับมือกับมันไม่มากก็น้อย
ก็ยังพูดได้ว่าโชคดีบ้าง…..
ในหนังสือคุณหมอเขียนว่า “โชคดีที่ทำประกันไว้”
ถ้าคนแบบผมเป็นมะเร็งได้ ทุกคนก็มีโอกาสเป็นได้
เพราะโลกเราไม่ปกติ ทั้งมลภาวะ อากาศ รังสีต่างๆ
มันจริงมากๆ และ จงใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข
ขอบคุณคุณหมอที่เขียนหนังสือดีๆมาแบ่งปัน
ขอให้คุณหมอมีความสุขในทุกวันอย่างไม่เจ็บปวด
ดีใจและรู้สึกโชคดีที่ได้อ่านหนังสือดีๆจากคุณหมอค่ะ🙏🏻
อีกโพสต์ที่มาจาก Boy DW Trader
..
"เรื่องราวของนายแพทย์หนุ่ม อนาคตไกล ใช้ชีวิตได้อย่างดีงามแบบที่ว่าคุณพ่อคุณแม่เอาไปตอบคำถามป้าข้างบ้านได้อย่างไม่อาย (คุณหมอบอกแบบนั้น)
เรียนจบหมอ เรียนจบเฉพาะทาง 2ด้าน เรียนจบปริญญาโท ได้บรรจุเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คุกเข่าขอแฟนแต่งงาน กำลังจะซื้อบ้าน กำลังจะไปเรียนต่อคอร์สระยะสั้นที่เมืองนอก และมีแผนจะเรียนต่อป.เอก
ไฟชีวิตคุณหมอส่องสว่างโชติช่วงชนิดที่ว่าคนนอกแบบเราชื่นชมจนแสบตา
แต่แล้ว "มะเร็งปอดระยะสุดท้าย" ก็เป็นตัวหรี่ไฟชีวิตคุณหมอลง
เป็นเรา เราจะตั้งรับกับเหตุการณ์ชีวิตแบบนี้ได้แค่ไหนนะ..
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่อัตชีวประวัติ
แต่มันคือหนังสือธรรมะ ธรรมะที่แปลว่า ธรรมชาติของชีวิต
..เป็นหนังสือที่งดงามที่สุดเล่มหนึ่ง..
ไม่ได้งดงามในแง่ของภาษาที่ใช้ หรือการลำดับเรื่องราว
แต่งดงามในแง่ของการตั้งคำถามให้กับชีวิตที่ยังคงอยู่
การเล่าเรื่องของคุณหมอเป็นไปอย่างเรียบง่าย
ไม่เครียด ไม่กดดัน ไม่เศร้า ไม่หดหู่
มีแต่พลังแห่งความหวัง และไม่ใช่หวังเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศใด
หวังแค่เพียง "วันนี้ วินาทีนี้ ยังมีชีวิตอยู่"
คุณหมอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์แบบที่ย่อยง่าย
และก็เชื่ออย่างสุดใจว่า คุณหมอจะเป็นอาจารย์สอนคนที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง
เหมือนเรากำลังเฝ้ามอง 1 ชีวิต
กำลังดำเนินไปตามที่เค้าเลือก และตามที่เค้าไม่ได้เลือก
แต่มันไม่ใช่ความสุขที่ได้เฝ้ามอง เพราะเป็น 1 ชีวิตที่เรารู้แล้วว่าตอนจบคืออะไร แค่จะเมื่อไหร่เท่านั้น
หนังสือเล่มนี้จึงทำให้เราเสียน้ำตาได้ไม่ยาก
พร้อมทั้งฉุดกระชากเราให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า...
ทุกชีวิตมีความตายเป็นที่ตั้ง
เรากำลังเดินไปสู่จุดหมายเดียวกันทุกคน
ต่างกันที่เวลาที่เราจะอยู่บนโลกเท่านั้น
ชีวิตที่เราคิดว่าควบคุมได้ ออกแบบได้ เอาเข้าจริงมันไม่ใช่
เราแค่จุดเล็กในจักรวาล ต่อให้เราตาย ทุกอย่างในโลกก็เหมือนเดิม
ในเมื่อความจริงชีวิตเป็นแบบนั้น
แล้วระหว่างทาง เราได้เลือกใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง??
เราเลือกวิธีคิดต่อตัวเองอย่างไร??
เราวิ่งตามความฝันคนอื่น ละเลยคนที่รัก แสวงหาการยอมรับ
และหลงลืมปัจจุบันขณะอยู่หรือเปล่า??
โลกนี้ สังคมนี้ บรรทัดฐานสังคม พยายามผลักดันให้เราเป็นคนพิเศษ
คนพิเศษจะได้รับการยอมรับ คนพิเศษจะประสบความสำเร็จในชีวิต ในการงาน
แต่ เงินมากมาย บ้านหลังโต ตำแหน่งทางวิชาการ คนยกย่องสรรเสริญ ความเป็นที่หนึ่ง มันไม่มีค่าเลย ในวันที่เรารู้ตัวว่าเรากำลังจะตาย
คุณหมอกำลังบอกเราว่า...
เวลาในชีวิตเรามีจำกัดมาก
มันมีไม่มากพอที่จะทำทุกอย่างที่อยากทำในชีวิต
เมื่อเราเลือกบางสิ่ง แสดงว่าเราก็สละบางสิ่งไป
สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ "การมีชีวิตอยู่ในวันนี้ วินาทีนี้"
และการมีชีวิตที่เรียบง่ายคือชีวิตที่มีคุณค่า
และชีวิตธรรมดาคือชีวิตที่มีความหมาย
ชีวิตไม่แน่นอน จงทำทุกวันให้เหมือนวันสุดท้าย
ถ้ามีอะไรแบ่งปันคนอื่นได้ ก็แบ่งปันความโชคดีให้คนอื่นบ้าง
หากคุณหมอจะมีโอกาสได้อ่านบทความนี้
อยากบอกคุณหมอว่า...
เรื่องราวของคุณหมอที่ถ่ายทอดออกมา
มันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ที่สุด
ไม่ใช่แค่อ่านให้จบไป เห็นใจในชะตากรรม
แต่มันได้ส่งต่อ ความหวัง พลังใจ และความตระหนักในปัจจุบันของชีวิตให้กับคนคนหนึ่งแล้วเรียบร้อยค่ะ
ด้วยจิตคารวะ"
(ผมผ่านตาบทความนี้จากกลุ่ม"สมาคมป้ายยาหนังสือ"ที่เฟซบุ๊กขึ้นแนะนำ ประทับใจรีวิวของคุณ Chot Chaya ทุกตัวอักษร จึงคัดลอกมาแบ่งปันครับ)
ปิดท้ายกับ คำนิยมจาก นิ้วกลม
ใจความระบุว่า
...
ขอบคุณที่เกิดมาครับ
คำนิยมโดย นิ้วกลม
นานเท่าไหร่ ผมจำไม่ได้แล้วที่อ่านหนังสือแล้วน้ำตาคลอสะอื้นไห้ หนังสือเล่มนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกครั้ง เป็นน้ำตาที่ผสมหลากอารมณ์อยู่ในนั้น ทั้งซึ้งใจ ประทับใจ และสะเทือนใจ
มากกว่านั้น, มันเป็นน้ำตาที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิต
เป็นพลังชีวิตที่ส่งต่อจากชีวิตหนึ่งสู่อีกชีวิตหนึ่ง
พลังที่ว่านี้เกิดขึ้นจากเลือดเนื้อของ ‘เรื่องจริง’ เกี่ยวกับสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา
นั่นคือ ความตาย
เป็นอีกครั้งที่เรื่องราวของความตายฉายภาพความหมายของการมีชีวิตอยู่ให้เห็นชัดเจน ละเอียดอ่อน และทรงพลังเหลือเกิน
ผมเคยอ่านหนังสือที่เขียนเล่าเรื่องชีวิตในช่วงท้ายมาหลายเล่ม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้หัวใจผมสั่นไหวมากกว่าเล่มเหล่านั้น คือการบอกเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ เรียบง่าย ใกล้ตัว ราวกับกำลังเปิดอ่านบันทึกของเพื่อนที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งร้ายในช่วงวิกฤตของชีวิต โจทย์ที่เขากำลังเผชิญมิใช่กำแพงเตี้ยที่สามารถกระโดดข้ามได้โดยง่าย หากคือปราการหินที่มีกองทัพโรคร้ายดาหน้าผนึกกำลังและแตกตัวโถมเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน ทว่า ถ้อยคำและความหมายระหว่างบรรทัดของคุณหมอกฤตไทกลับสอดแทรกจิตวิญญาณไม่ยอมแพ้แผ่ออกมาตลอดเวลา
แทบทุกหน้าเปล่งเสียงบอกตัวเองและกระซิบบอกผู้อ่านไปพร้อมกันว่า
“สู้ดิวะ”
ไม่เพียงเท่านั้น
ความจริงใจของคุณหมอนี่เองที่ทำให้หัวใจถูกเขย่า เมื่อเขาบอกเล่าถึงความทดท้ออย่างเปิดเผย ชวนให้รู้สึกร่วมไปด้วยในจังหวะที่เผชิญข่าวร้าย
นี่คือหนังสือที่จริงใจในแบบที่เราร่วมหายใจไปกับผู้เขียน
ผมมักเชื่อว่า หนังสือที่มีพลังคือหนังสือที่ใช้หัวใจเขียน
นี่คือหนึ่งในนั้น
ผมมักเชื่อว่า หนังสือเล่มแรกมักเป็นเล่มที่เข้มข้นอย่างยิ่ง เพราะหลอมรวมประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เกิดจนถึงตอนลงมือเขียนกลั่นออกมาเป็นผลึกงามชิ้นแรกของชีวิต เล่มนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความเชื่อนั้น แต่ละบรรทัด แต่ละย่อหน้า แต่ละบท ล้วนกลั่นเค้นจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเยาว์กระทั่งถึงเติบใหญ่ ยิ่งเขียนในสภาวะที่สำคัญยิ่งของชีวิต งานเขียนจึงเต็มไปด้วยปัญญาและความเข้าใจอันลึกซึ้ง
หากอธิษฐานได้ ผมอยากขอให้นี่ไม่ใช่ผลงานชิ้นสุดท้ายของคุณหมอ
ทว่า ย่อมไม่มีใครล่วงรู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรต่อไป ทำได้เพียงขอให้ทุกสิ่งเป็นไปในทิศทางที่ดีที่สุด
เมื่อได้อ่านต้นฉบับทั้งหมดต่อเนื่องกัน ผมส่งข้อความไปบอกคุณหมอว่า ประทับใจในงานเขียนชิ้นนี้ คุณหมอเขียนหนังสือดี เขียนเก่ง ทั้งภาษา จังหวะ และวิธีเล่าเรื่อง
ผมอยากอ่านงานเขียนของคุณหมออีก
ทั้งหมดนี้เป็นประโยคบอกเล่า มิใช่ประโยคร้องขอ เพราะผมคิดว่า หนังสือเล่มนี้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีเยี่ยมแล้ว มันได้ส่งต่อบทเรียน แรงบันดาลใจ และพลังชีวิตให้กับผู้อ่านที่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้อย่างแน่นอน ผมเชื่อเช่นนั้น
และถึงแม้มันจะเป็นหนังสือเล่มเล็ก ไม่ยืดยาวอะไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันมีคุณค่าที่เบาบางหรือเล็กน้อยแต่อย่างใด
ไม่เลย, หนังสือจะดีหรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับความหนาหรือบาง
ขึ้นอยู่กับสิ่งที่บรรจุไว้ในนั้นต่างหาก
เช่นกันกับชีวิต, คุณค่าของแต่ละชีวิตมิได้ขึ้นอยู่กับความยาวนาน หากขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้มอบไว้ให้กับผู้คนและโลกใบนี้ระหว่างที่ยังหายใจอยู่
หากเราทำในสิ่งมีคุณค่า ย่อมมีคนรู้สึกขอบคุณที่เราเกิดมา
ทั้งคนใกล้ชิดและคนห่างไกลที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ
ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ทั้งครอบครัว คนรัก มิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน อาจารย์ ลูกศิษย์ และผู้คนที่ได้พบเจอคุณหมอไทจะรู้สึกขอบคุณที่คุณหมอเกิดมาบนโลกใบนี้
และขอให้นับผมเป็นอีกหนึ่งคนในนั้นด้วยครับ
สิ่งที่คุณหมอเขียนนอกจากเติมพลังชีวิตให้กับผมแล้วยังสะกิดเตือนให้ทบทวนชีวิตใหม่อีกครั้ง จัดลำดับความสำคัญอีกหน คุณหมอได้ส่งต่อบทเรียนล้ำค่ามาสู่คนอ่านอย่างผม ทำให้การตื่นมาในทุกวันมีความหมายมากกว่าเดิม ทำให้ผมหันกลับมารักชีวิตอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง
ดีใจครับ ที่ได้อ่านหนังสือที่คุณหมอเขียน
ดีใจครับ ที่คุณหมอบอกว่าหนังสือที่ผมเขียนเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอเช่นกัน
ดีใจครับ ที่เราได้เกิดมามีเส้นทางที่ตัดกันและรู้จักกันผ่านตัวหนังสือของกันและกัน
บางที เพียงเท่านี้ก็คือความสวยงามของการเกิดมาแล้วนะครับ เราเกิดมาเพื่อส่งมอบสิ่งดีๆ และเติมพลังให้กันและกันในยามที่ทำได้
ภายในสองหมื่นวันที่หายใจบนโลกใบนี้ (ไม่ว่าจะมากหรือน้อยกว่านั้น) หากมีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าได้มอบสิ่งดีๆ ให้กัน ผมว่านั่นคือวันที่มีความหมาย
หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ใหญ่ที่คุณหมอได้หว่านไว้บนโลกใบนี้ เชื่อว่ามันจะเติบโตงอกงามในใจของใครอีกหลายคน
แม้ชีวิตของเราทุกคนต้องสิ้นสุดลงสักวันหนึ่ง แต่บางส่วนในตัวเราจะยังคงอยู่ในตัวใครบางคนที่ได้รับแรงพลังจากเราไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อไป และต่อไป
ในแง่นี้ บางส่วนของเราจะยังงอกงามต่อไป แม้ในวันที่เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
คุณหมอกฤตไทครับ,
ขอบคุณที่เกิดมา
ขอบคุณที่ผ่านประสบการณ์ทั้งหมดนั้น
ขอบคุณที่เขียนเล่าเรื่องราวให้ฟัง
มันสวยงามและมีค่ามากๆ ครับ
ผมยืนยันด้วยหัวใจ
.
นิ้วกลม
กรกฎาคม 2566
ขอขอบคุณที่มา: เฟซบุ๊ก Krittai Tanasombatkul