บางช่วงเวลาของการเดินสายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ตอนนี้จะเห็นภาพ"หมอมิ้ง"ลงพื้นที่คู่กับ "อุ๊งอิ๊งค์" (จ.เชียงใหม่,เชียงราย) ซึ่งคอการเมืองมองว่าหาก"หมอมิ้ง"ลงพื้นที่เองและการให้สัมภาษณ์สื่อหลากสำนักเพื่ออธิบายแนวนโยบายพรรคแบบนี้ แปลว่า เสือออกจากถ้ำแล้ว มีโอกาสสูงที่ "หมอมิ้ง" คือไพ่ใบที่สามในมือของคนแดนไกลที่จะโยนออกมาในวินาทีท้ายๆเพื่อเรียกกระแส
การวาง"แคนดิเดตนายกฯ"ของเพื่อไทย ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง ตามสไตล์คนแดนไกล เป็นวิธีเลือกสลับไพ่เล่นพร้อมจับจังหวะเปิดออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ไพ่แต่ละใบ ชวนให้วิเคราะห์ตาม จากแคนดิเดตคนแรกคือ "อุ๊งอิ๊งค์" สื่อความถึง"ชินวัตรแฟมิลี่รุ่นที่สี่" และเป็นลูกสาวคนเล็กของ "โทนี วู้ดซัม" แบรนด์นี้ยังขายได้ในพื้นที่หลักของเพื่อไทยบนเป้าหมายแลนด์สไลด์
ตามมาด้วยการชู"เสี่ยนิด"ในฐานะแคนดิเดตนายกฯคนที่สองในฐานะนักธุรกิจและสายตรงของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหญิงคนแรก แม้มีเหตุผลประกอบ ผ่านการให้สัมภาษณ์ของ "ดร.แจ๋น" พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานประสานงานภาคกทม.พรรคเพื่อไทย เพื่อหวังผลต่อสนามเลือกตั้งเมืองหลวง ที่มีอุ๊งอิ๊งค์ เป็นภาพคนรุ่นใหม่ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมเคียงคู่กับ ผู้นำพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง "เศรษฐา ทวีสิน"
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
แต่สำหรับ "ไพ่ใบที่สาม"ที่คนแดนไกลยังกั๊กไว้และจะเฉลยวันที่มีการประกาศ"ยุบสภา" ย่อมมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่า แน่นอน"หมอมิ้ง" เป็นบุคคลที่คนแดนไกลไว้วางใจในระดับต้นๆระดับขอบวงแหวนชั้นในของชินวัตรแฟมิลี่
เมื่อเทียบกับบุคคลที่เหลือในพรรคยามนี้ หรือแม้แต่การคาดหมายว่า ควรเป็น"นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว"แต่วงในรับรู้กันดี หรือถ้ากล่าวกันตรงๆ "ยังไม่ถึงชั้น"อาจต้องต่อแถวอยู่ลำดับที่ 4 หรือ นอกบัญชีแคนดิเดตนายกฯกันเลยทีเดียว
ดังนั้น หากคนแดนไกลยืนยันว่า "หมอมิ้ง" ต้องลงสนามคงต้องบอกได้เลยว่า นี่คือ ตัวสำรองของจริงที่ถูกซ่อนไว้ เพื่อรองรับสถานการณ์จากเหตุไม่พึงประสงค์ต่อ "หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย" และ"ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย" ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้
กรณี"อุ๊งอิ๊งค์" แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของคนแดนไกลนั้น ต้องยอมรับกันตรงๆว่า ชั่วโมงบินยังไม่ถึงชั้น และด้วยความเป็นสายเลือดของคนแดนไกลที่อาจทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมวางใจไม่ได้เต็มที่
ส่วน"เสี่ยนิด"มีผู้ขอจองกฐินตรวจสอบกันตั้งแต่หัววัน อย่างน้อย "จตุพร พรหมพันธุ์" อดีตประธานนปช. ระบุไว้ทันทีที่"เศรษฐา"ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานที่ปรึกษาครอบครัวเพื่อไทยและตกเป็นข่าวหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย ว่า "นายเศรษฐา มาก็จะมีแผลอีกแผลใหม่เยอะแยะมากมาย จะเป็นสตอรี่เรื่องราวที่นายเศรษฐาไม่คาดคิด
กอปรกับ"ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์" ขู่กลายๆว่ารู้จักและกุมความลับของ "เศรษฐา" ไว้ และยังรู้ด้วยว่าข้างกายของ"เศรษฐา" มีคนๆหนึ่งถ้าพูดชื่อนี้ทั้งวงการหุ้น "ขนลุก" คนๆ นี้เป็น"ขงเบ้ง" อยู่เบื้องหลังให้คำปรึกษา"เศรษฐา"
นอกจากนั้น "จตุพร"ยังกล่าวในกรณีคนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี (ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดได้เลย ถือเป็นบุคคลภายนอกพรรคการเมือง จะมีโอกาสได้เพียงเป็นผู้ช่วยหาเสียงเท่านั้น "ดังนั้น การให้สัมภาษณ์ ปราศรัยจะต้องระวัง ยิ่งเคยศึกษาเรื่องนี้ยังถูกร้องครอบงำจึงมีบทเรียนโดยตรงมาแล้ว"
พร้อมย้ำว่า "การเป็นบุคคลภายนอกมีความละเอียดอ่อนต่อการพูดหาเสียง และที่สำคัญอย่าพูดต่อหน้ากรรมการบริหาร หรือกรรมการบริหารไม่ห้ามปราม หรือพูดนอกเหนือจากมติกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจะเข้าข่ายการครอบงำ"
ดังนั้น จุดหลักคำร้อง"การยุบพรรค"จะอยู่ตรงนี้ เช่น การพูดจะให้ใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ ขณะที่พรรคยังไม่มีมติใดๆ จึงควรไปศึกษาว่าเป็นการครอบงำหรือไม่
ตรงนี้หล่ะ! จะเป็นการบ้านข้อสำคัญที่ขัดขวาง"เพื่อไทย"ไม่ให้แตะตัวเลข 310 ส.ส.และอาจทำให้รายชื่อแคนดิเดตนายกฯคนที่สามหมดความน่าสนใจหรือไม่ ชวนให้ติดตามเคียงข้างกันไป